โดย เปลว สีเงิน
ท่านว่าในระยะสัปดาห์มานี้ร้อนผิดปกติมั้ย เหตุที่ถามเพราะผมไม่แน่ใจว่า "ร้อนอยู่คนเดียว" หรือคนอื่นก็รู้สึกว่าอากาศประเทศไทย "ร้อนผิดปกติ" เหมือนผม เดี๋ยวนี้มาทำงานตอนบ่ายๆ ผมคว้าเสื้อได้ก็พาดบ่าเดินโทงๆ ขึ้นรถออกจากบ้านเลย นั่งจนตัวเย็นเป็นไอติมแล้วนั่นแหละค่อยสวม บางคนเขาก็ทักว่า "สงสัยไฟธาตุจะแตก" แต่ผมลองเลียบเคียงถามหลายๆ คนแล้ว เขาก็ร้อง "เออเนอะ...มันร้อนจริงๆ"!
ความจริง เมืองไทยมันก็ร้อนของมันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยไปสัมผัสความร้อนประเทศอื่น ก็เลยแยกไม่ออก-บอกไม่ถูกว่า ร้อนของเมืองไทย กับร้อนของเมืองอื่น มันเป็น "ความร้อน" ที่เหมือนกัน หรือร้อนเหมือนกัน แต่แตกต่างกัน?
จนกระทั่งผมไปดูไบ ซึ่งไม่เห็นใบอะไรเลย นอกจากทราย และนายใหญ่ก็ไม่เห็น คือมันนานมาแล้ว นั่นแหละครับถึงได้รู้ถึง "ร้อนที่แตกต่าง" ระหว่างร้อนชื้นแฉะของเมืองไทย กับร้อนแห้งแล้งของประเทศในทะเลทรายอย่างดูไบ มันร้อนเหมือนเข้าเตาไมโครเวฟ น้ำในเนื้อ-ในตัวจะถูกบิดจนแห้ง
เวลาหายใจเหมือนสูดเอาใบมีดโกนยิลเลตต์เข้าไปกรีดกลางกระหม่อม!
ผมก็เลยบอกท่านได้ว่า อากาศในระยะนี้ของบ้านเราคล้ายๆ อากาศในทะเลทราย มันร้อนเผาไอน้ำในอากาศจนแห้ง และอากาศที่แล้งน้ำนั่นแหละเกิดสภาพเบาบางยกกำลังสิบ ที่เราได้ยิน ฟ้าร้อง-ฟ้าแลบ-ฟ้าผ่า ด้วยลีลาและสำนวนชวนหวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่ละครั้งครืนครั่นยาวนานต่อเนื่องหลายระยะนั้น
ไม่ใช่สัญญาณอาเพศ-อาถรรพณ์อะไรหรอกครับ สภาพเบาบางยกกำลังสิบนั่นแหละ เมื่อเจอกับอากาศคนละชั้นบรรยากาศสภาพฝนซู่ซ่า ประกอบฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ผิดปกติอย่างตอนเย็นวานนี้ (๒๗ ส.ค.๕๒) จึงเกิดขึ้นบ่อยเป็นธรรมดา
แต่เดี๋ยวนี้ คนไทยด้วยกัน อยู่กรุงเทพฯ ด้วยกัน พูดเรื่องเดียวกันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ เพราะฝนฟ้าทุกวันนี้ท่านก็ Change เหมือนกัน สมมุติฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ แถวคลองเตย แต่คนอยู่แถวราชประสงค์ หรือสนามหลวง แดดแจ๋ ร้อนหัวจะแตก!
นั่นก็ยังพูดได้ว่าสถานที่ห่างกัน เอาที่เห็นจะจะลูกตา ขึ้นรถบนทางด่วนไปดินแดง ฝนตกซู่ๆ จนที่ปัดน้ำฝนปัดแทบไม่ทัน แต่แหงะไปดูทางด่วนคู่ขนานที่จะไปทางบางนา....ไม่มีฝนซักเม็ด
ดูซี...ฝนก็ยังเลือกข้าง นับประสาอะไรกะคน!?
เรื่องฝน-เรื่องน้ำนี่ ผมอยากจะบอกว่า "ไม่ใช่เรื่องไกลตัว" ของพวกเราอีกต่อไปแล้ว ต้องหันมาจับตาด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะต่อจากนี้ ในระยะเวลาที่ใกล้มาก น้ำจะไม่มาในลักษณะ "เรื่อยๆ มาเรียงๆ" หรอกครับ แต่จะมาฉับพลันทันด่วนในลักษณะ
"น้ำพุพุ่งซ่าน ไหลมาฉาดฉาน มันไหลจอกโครมจอกโครม มันดังจ้อกจ้อก..จ้อกจ้อก..โครมโครม" อย่างเพลงเขมรไทรโยค ที่ "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์" ทรงประพันธ์ไว้นั่นเชียว
ไม่ใช่ให้กลัว "เขื่อนแตก" ที่เมืองกาญจนบุรีหรอก มันเป็นเรื่องของคนท้องอืด-ท้องเฟ้อเขาพูดกัน แต่ผมอยากให้สังเกตกันว่า ตั้งแต่ต้นปีมา พื้นที่โลกหลายๆ แห่ง ที่น้ำไม่ท่วม ก็จะเกิดน้ำท่วม ที่ไม่เคยแห้งแล้ง ก็จะแห้งแล้ง ที่ฝนเคยตกต้องตามฤดูกาล ฝนก็จะหมดประจำเดือนไปเลย!
วันก่อน น้ำท่วมประเทศมองโกเลีย อยู่ในย่านที่ราบไซบีเรีย คาบเกี่ยวเขตพื้นที่จีนกับรัสเซีย ใครจะคิดว่าน้ำจะท่วมไซบีเรียได้ เท่าที่เคยไปเห็นพื้นสภาพด้วยลูกตา นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าน้ำจะท่วมได้ แล้ววันนี้ ชาวเมืองอูลานบาตอร์ก็ต้องจมน้ำต๋อมแต๋ม!
กรีซ-อเมริกา-อิตาลี-ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ มันแห้งจนไฟป่าเผาไปวอดวายมหาวินาศ เม็กซิโก-บราซิล ทั้งข้าวโพด ทั้งอ้อย ทั้งสัตว์เลี้ยง "ไม่มีน้ำซักหยด" มารดราก และลิ้น
"เอลนิโญ" สำแดงเดชแล้ว น้ำแถบเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังถูก "ภาวะโลกร้อน" เผาจนกลายเป็นมหาสมุทรน้ำเดือดบนเตาไฟไปแล้ว เป็นผลให้สภาพดินฟ้าอากาศทั่วโลกแปรปรวน สิ่งที่จะเกิดเป็นรูปธรรมให้เห็นด้วยตา จับต้องได้ "ด้วยชีวิต" เรียกกันในคำรวมว่า
"ภัยธรรมชาติ"!?
มันมาแน่ และมันมาแล้ว ถ้าพูดในมุมบวก บนความเห็นแก่ชาติตัวเองนิดหน่อย ผมก็อยากจะบอกว่า "พี่น้องเกษตรกรไทยเรา เตรียมตัวรวยกันแต่เนิ่นๆ เถอะครับ"
เพราะในความวิบัติ-ยับเยินจาก "ภัยธรรมชาติ" บนภาวะเอลนิโญ การผลิตอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะการเพาะปลูกจะพบอุปสรรค
ส่วนไทยเรา ถึงแม้จะหนีจากภัยเอลนิโญไม่พ้น แต่ในความล้นพ้นเหลือเฟือ เสียแล้วยังเหลือกิน-เหลือใช้ พร้อมขาย พร้อมแจกจ่ายประเทศอดอยากทั่วโลก
ตั้งสติให้ดี อย่ามีรัฐบาลโง่ รัฐมนตรีงั่ง และข้าราชการฝังเขี้ยว เท่านั้นแหละ พี่น้องเกษตรไทยจะหน้าใสกันถ้วนหน้า เลิกพูด เลิกสนใจ เลิกรอกินก๋วยเตี๋ยวฟรีจาก "แม้ว-ขี้โม้" ที่เอาน้ำตาลกรวดมาถ่ายรูปโชว์เป็น "เพชรเหมืองแม้ว"
เก็บเอาไปทำกระพรวนปลอกคอ ๓ เกลอหัวขวดเขาเถอะ!
มาพูดถึงมุมลบที่ไทยเราอาจต้องได้รับบ้าง จากเอลนิโญ ฝนที่เคยตก-ฝนจะแล้ง, จากที่น้ำไม่ท่วม-จะมิดหลังคา ฉะนั้น นับจากนี้ไป อย่ามัวสนุกกับงานจ๊อบรับจ้างใส่เสื้อสี ตีตีนตบอยู่เลย ในภาคเหนือ-ภาคอีสาน เพื่อความไม่ประมาท เตรียมการรับมือทั้งจากพายุฝน และทั้งจาก...น้ำโขง
สำหรับพี่น้องทางภาคใต้ ไม่ต้องพูดถึง หลายจังหวัดจมฝน-จมน้ำตามฤดูกาลอยู่แล้วในเวลานี้ ห่วงแต่พี่น้องอีสานและเหนือเท่านั้น ผมไม่บอกให้เลิกบูชาแม้วหรอก แต่อยากจะบอกว่า เก็บรักทักษิณไว้ชั่วคราว แล้วหันมารักตัวเอง รักครอบครัวตัวเอง รักสมบัติข้าวของตัวเองก่อน
เพราะ "ภัยจากน้ำ" มันมาแน่!
ลองน้ำท่วมมองโกเลีย ผมว่าในบางมณฑลของจีนยากจะหนีวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ผมก็เลยหวั่นใจถึงประเทศริมฝั่งโขง อย่าง ลาว-เขมร-ญวน นั่นก็เรื่องเขา แต่เรื่องเรา คือประเทศไทยเรา โดยเฉพาะทางเหนือที่เชียงราย และทางอีสานตลอดรายทางที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ผมกลัวว่า จีนจะปล่อยน้ำจากเขื่อนตอนบนบ่าท้นลงมาท่วมทับพื้นที่ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างไทยเราด้วยนี่ซี
ผมถึงว่า ถ้าน้ำมาเที่ยวนี้ละก็ จะมาแบบ จ้อกโครม...จ้อกโครม เลยทีเดียว ไม่มาแบบหวานซึ้ง "สุขจริง อิงกระแสธารา" แน่ๆ!
เพราะท่านต้องทราบนะครับว่า เวลานี้จีนได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ นอกจากสร้างเขื่อนกั้นกระแสน้ำตามลำน้ำต่างๆ แล้ว ยังให้สัมปทานเอกชนสร้าง "เขื่อนแม่น้ำหลานซาง" ประกอบด้วยเขื่อนต่างๆ ๘ เขื่อน "กั้นแม่น้ำโขง" จากจำนวนทั้งหมด ๑๕ เขื่อน เสร็จไปแล้ว ๒-๓ เขื่อน คือเขื่อนมานวาน เขื่อนต้าเจ้าซัน และเขื่อนจิงหง
เขื่อนจิงหงนี่ คิดว่าคุ้นชื่อกันดี เพราะกั้นแม่น้ำโขงอยู่เหนือเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ในเขตมณฑลยูนนานนี่เอง ใกล้กับบ้านเรามาก ตอนนี้เดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว
ที่กำลังสร้าง และกำลังจะเสร็จคือ "เขื่อนเซี่ยวหวาน" ซึ่งใหญ่โตมโหระทึกจริงๆ ใครที่ยังไม่เคยกินปลาบึก ไม่เคยกินไค หรือสาหร่ายน้ำจืด ก็รีบๆ หากินซะ เพราะอีกไม่ช้า-ไม่นาน ด้วยบทบาท "จีนทดน้ำโขง" จะเปลี่ยนระบบนิเวศ และวิถีผู้คนสองฝั่งโขงนี้ไปจนหมด ไม่ว่าคนไทย คนลาว คนพม่า คนญวน และคนเขมร
"โตนเลสาป" ของเขมรที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์น่ะ เมื่อโครงการเขื่อนหลานซางนี้เสร็จหมด มีหวังจะค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นทะเลทรายทีละน้อย...ทีละน้อย เพราะเขื่อนนี้จะควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงไว้ทั้งหมดแต่ผู้เดียว!
น้ำน้อยก็กัก ใครอยู่ท้ายน้ำก็อดแห้ง-อดแล้ง น้ำล้นก็ปล่อย ใครอยู่ท้ายน้ำก็จมน้ำท่วมหัว-ท่วมหู นี่แหละ ผมจึงอยากให้ระวังกันไว้ เพราะสังเกตว่าน้ำมันจะมาเกินความต้องการ จีนก็จะเปิดเขื่อนระบายน้ำเอาตัวรอด แล้วพวกประเทศท้ายเขื่อนอย่างเรา เชียงราย-เหนือ, หนองคาย-อีสาน เป็นต้น
มันจะจมน้ำป๋อมแป๋มเอาน่ะนา ถ้าภาวะเอลนิโญแผลงฤทธิ์ใส่จีน!?
.....
วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ของฟรีไม่มีในโลก
บทบรรณาธิการ แนวหน้า
โลกนี้ไม่มีของฟรี เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทุน ดังนั้นผู้ที่เข้าใจผิดคิดเอาเองว่า ได้ของฟรี มีลาภลอย จึงเป็นผู้ที่ไม่อยู่กับความเป็นจริง
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของสังคมด้อยพัฒนาล้าหลังทางความคิด คือ ประชากรในสังคมเช่นนี้ มักถูกมอมเมาด้วยอำนาจรัฐให้หลงใหลเคลิบเคลิ้มในเรื่องของฟรี คิดว่าไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายก็จะมีข้าวของเงินทองร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
เหตุผลประการสำคัญที่รัฐบาลซึ่งมีจิตคิดไม่ซื่อ มักจงใจมอมเมาประชาชนด้วยกลอุบายนี้ก็เพราะ ไม่ต้องการเห็นประชาชนมีความเข้มแข็ง เพราะหวาดวิตกว่าจะครอบงำความคิดและพฤติกรรมของประชาชนไม่ได้อีกต่อไป
จึงไม่ต้องประหลาดใจที่นักเลือกตั้งของไทยชอบหว่านเงินให้กับประชาชน พร้อมๆ กับการออกนโยบายแหกตาด้วยการลด แลก แจก แถม และให้ฟรีสารพัดสารพันจนจำไม่หวาดไม่ไหว
รัฐบาลสมควรจะต้องรู้ว่าการหว่านเงินให้กับสังคมโดยไร้สติยั้งคิด การโปรยเงินให้กับชุมชนโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยไม่สนใจว่าเงินที่หว่านลงไปนั้นจะก่อประโยชน์อย่างถาวรกับชุมชนหรือไม่ อีกทั้งยังไม่มีวิธีการตรวจสอบและวัดประสิทธิภาพประสิทธิผลการใช้เงินอย่างเป็นรูปธรรม เหล่านี้คือ ต้นตอแห่งความหายนะของสังคม
น่าสังเวชที่ทุกรัฐบาลพยายามหลอกลวงประชาชนด้วยของฟรีที่เป็นภาพลวงตา เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับคะแนนนิยมทางการเมือง โดยหวังผลสุดท้ายแค่เพียงให้ตนเองได้กลับไปยึดครองอำนาจรัฐ
ขอย้ำอีกครั้งเพื่อเตือนสติประชาชนผู้ใสซื่อบริสุทธิ์และนักเลือกตั้งผู้มีจิตคิดฉ้อฉลปล้นแผ่นดิน โปรดอย่างหลอกตัวเองต่อไปอีกเลย โปรดกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริงเสีย โปรดจำไว้ว่าของฟรีไม่มีในโลก
รัฐบาลที่มีความรักและหวังดีอย่างแท้จริงกับประชาชนต้องกล้าพูดความจริง แม้ความจริงนั้นอาจจะเป็นสิ่งเจ็บปวดและบาดหูบาดใจผู้ฟังก็ตาม รัฐบาลต้องกล้าบอกประชาชนว่า บรรดาของฟรีที่จงใจเอามามอมเมาประชาชนนั้นล้วนแล้วแต่มีต้นทุน เงินทองที่รัฐบาลใช้หว่านเพื่อแจกของฟรีก็มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน แล้วเงินงบประมาณแผ่นดินก็มาจากภาษีอากรของประชาชน
ในสภาพความเป็นจริงก็คือ รัฐบาลกำลังประสบปัญหาสาหัสในการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน แต่ก็กลับใช้จ่ายเงินที่ไม่ค่อยจะมีอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่มีเหตุผล โดยนำไปจ่ายอย่างไร้ความรับผิดชอบในนโยบายหลอกลวงมอมเมาประชาชน ภายใต้ภาพมายาประชานิยม
ขอให้นักเลือกตั้งได้โปรดยุติการใช้นโยบายหลอกลวงประชาชน ยุติการเหยียบหัวประชาชนขึ้นไปครอบครองอำนาจรัฐ ก่อนที่สังคมไทยจะล่มสลาย โปรดยุติการปลูกฝังนิสัยเห็นแก่ได้และมักมากให้ประชาชน โปรดอย่าทำให้ประชาชนกลายเป็นคนพิการง่อยเปลี้ย เสียขา ปัญญาอ่อน
อย่าทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนด้วยของฟรี แต่จงช่วยพัฒนาศักยภาพให้พลเมืองไทยรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตน สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนได้อย่างสมศักดิ์ศรี อย่ามองประชาชนเป็นเสมือนตัวตลกผู้โง่เขลาเบาปัญญา จงจำไว้ว่าการทำให้พลเมืองอ่อนแอคือการจงใจทำลายประเทศไทย
วันที่ 28/8/2009
โลกนี้ไม่มีของฟรี เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทุน ดังนั้นผู้ที่เข้าใจผิดคิดเอาเองว่า ได้ของฟรี มีลาภลอย จึงเป็นผู้ที่ไม่อยู่กับความเป็นจริง
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของสังคมด้อยพัฒนาล้าหลังทางความคิด คือ ประชากรในสังคมเช่นนี้ มักถูกมอมเมาด้วยอำนาจรัฐให้หลงใหลเคลิบเคลิ้มในเรื่องของฟรี คิดว่าไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายก็จะมีข้าวของเงินทองร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
เหตุผลประการสำคัญที่รัฐบาลซึ่งมีจิตคิดไม่ซื่อ มักจงใจมอมเมาประชาชนด้วยกลอุบายนี้ก็เพราะ ไม่ต้องการเห็นประชาชนมีความเข้มแข็ง เพราะหวาดวิตกว่าจะครอบงำความคิดและพฤติกรรมของประชาชนไม่ได้อีกต่อไป
จึงไม่ต้องประหลาดใจที่นักเลือกตั้งของไทยชอบหว่านเงินให้กับประชาชน พร้อมๆ กับการออกนโยบายแหกตาด้วยการลด แลก แจก แถม และให้ฟรีสารพัดสารพันจนจำไม่หวาดไม่ไหว
รัฐบาลสมควรจะต้องรู้ว่าการหว่านเงินให้กับสังคมโดยไร้สติยั้งคิด การโปรยเงินให้กับชุมชนโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยไม่สนใจว่าเงินที่หว่านลงไปนั้นจะก่อประโยชน์อย่างถาวรกับชุมชนหรือไม่ อีกทั้งยังไม่มีวิธีการตรวจสอบและวัดประสิทธิภาพประสิทธิผลการใช้เงินอย่างเป็นรูปธรรม เหล่านี้คือ ต้นตอแห่งความหายนะของสังคม
น่าสังเวชที่ทุกรัฐบาลพยายามหลอกลวงประชาชนด้วยของฟรีที่เป็นภาพลวงตา เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับคะแนนนิยมทางการเมือง โดยหวังผลสุดท้ายแค่เพียงให้ตนเองได้กลับไปยึดครองอำนาจรัฐ
ขอย้ำอีกครั้งเพื่อเตือนสติประชาชนผู้ใสซื่อบริสุทธิ์และนักเลือกตั้งผู้มีจิตคิดฉ้อฉลปล้นแผ่นดิน โปรดอย่างหลอกตัวเองต่อไปอีกเลย โปรดกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริงเสีย โปรดจำไว้ว่าของฟรีไม่มีในโลก
รัฐบาลที่มีความรักและหวังดีอย่างแท้จริงกับประชาชนต้องกล้าพูดความจริง แม้ความจริงนั้นอาจจะเป็นสิ่งเจ็บปวดและบาดหูบาดใจผู้ฟังก็ตาม รัฐบาลต้องกล้าบอกประชาชนว่า บรรดาของฟรีที่จงใจเอามามอมเมาประชาชนนั้นล้วนแล้วแต่มีต้นทุน เงินทองที่รัฐบาลใช้หว่านเพื่อแจกของฟรีก็มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน แล้วเงินงบประมาณแผ่นดินก็มาจากภาษีอากรของประชาชน
ในสภาพความเป็นจริงก็คือ รัฐบาลกำลังประสบปัญหาสาหัสในการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน แต่ก็กลับใช้จ่ายเงินที่ไม่ค่อยจะมีอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่มีเหตุผล โดยนำไปจ่ายอย่างไร้ความรับผิดชอบในนโยบายหลอกลวงมอมเมาประชาชน ภายใต้ภาพมายาประชานิยม
ขอให้นักเลือกตั้งได้โปรดยุติการใช้นโยบายหลอกลวงประชาชน ยุติการเหยียบหัวประชาชนขึ้นไปครอบครองอำนาจรัฐ ก่อนที่สังคมไทยจะล่มสลาย โปรดยุติการปลูกฝังนิสัยเห็นแก่ได้และมักมากให้ประชาชน โปรดอย่าทำให้ประชาชนกลายเป็นคนพิการง่อยเปลี้ย เสียขา ปัญญาอ่อน
อย่าทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนด้วยของฟรี แต่จงช่วยพัฒนาศักยภาพให้พลเมืองไทยรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตน สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนได้อย่างสมศักดิ์ศรี อย่ามองประชาชนเป็นเสมือนตัวตลกผู้โง่เขลาเบาปัญญา จงจำไว้ว่าการทำให้พลเมืองอ่อนแอคือการจงใจทำลายประเทศไทย
วันที่ 28/8/2009
ป้ายกำกับ:
ของฟรี,
ของฟรีไม่มีในโลก,
บทบรรณาธิการ,
ไม่มีในโลก
วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552
หยุดบ่อนทำลายชาติเพื่อทักษิณ
บทบรรณาธิการ แนวหน้า
ทั้งๆ ที่บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องการเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาพพจน์ของประเทศในสายตานานาชาติ และยังมีปัญหาอีกมากมายที่จะต้องแก้ไขเพื่อนำพาบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้าและหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ขบวนการคนเสื้อแดงที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำยังคงไม่หยุดเคลื่อนไหวตีรวนป่วนเมือง และพยายามที่จะสร้างสถานการณ์จุดไฟเผาบ้านป่วนเมืองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมืองแม้แต่น้อย
ล่าสุด สำนักข่าวรอยเตอร์ รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนสภาหอการค้าไทย ต่างออกมาชี้อย่างสอดคล้องกันว่า แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างชัดเจน แต่ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญก็คือ ปัจจัยทางการเมืองที่ยังไม่นิ่งเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวายโดยเฉพาะจากการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่นและฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ให้รุดหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น
ก่อนหน้านี้ ขบวนการคนเสื้อแดงจากการปลุกปั่นของอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักโทษหนีความผิดคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ได้ก่อเหตุร้ายบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียน 10 บวก 3 บวก 6 ที่พัทยา และก่อจลาจลทั่วกรุงเทพมหานคร ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพพจน์ของประเทศอย่างยับเยินมาแล้ว และยังไม่ละความพยายามที่จะก่อเหตุการณ์รุนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลและสิ่งที่เรียกว่าอมาตยาธิปไตย
การเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดงภายใต้การบงการของพ.ต.ท.ทักษิณ มีเป้าหมายที่แท้จริงก็คือ ต้องการฟอกผิดคดีทุจริตทั้งหมดให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ รวมทั้งทวงคืนทรัพย์สินมูลค่า 76,000 ล้านบาท ที่ถูกฟ้องยึดตกเป็นของแผ่นดิน ตลอดจนหวังที่จะฟื้นระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง
ล่าสุด การที่ขบวนการคนเสื้อแดงภายใต้การปลุกระดมของ พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมเคลื่อนไหวด้วยการแต่งชุดดำไว้ทุกข์และยกขบวนไปประท้วงหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รวมทั้งเตรียมชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ เพื่อขับไล่รัฐบาล ท่ามกลางรายงานข่าวกรองของหน่วยงานด้านความมั่นคงที่แสดงความวิตกว่าขบวนการเสื้อแดงกำลังจะสร้างสถานการณ์เผาบ้านป่วนเมืองครั้งใหม่ จนรัฐบาลต้องเตรียมออกพระราชบัญญัติความมั่นคงเพื่อคอยรับมือกับเหตุการณ์รุนแรงที่ตั้งเค้าทมึน
ทั้งนี้ ถ้าจะว่าไปแล้วรากเหง้าต้นตอของเหตุการณ์รุนแรงและการเคลื่อนไหวที่บ่อนทำลายชาติบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมา ล้วนมีสาเหตุและเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลเพียงคนเดียวนั่นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีขบวนการคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องมือ ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ของบ้านเมืองที่กำลังเริ่มจะเข้าที่เข้าทางเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขและเดินไปข้างหน้าเสียที หลังจากที่บอบช้ำอย่างหนักมามากแล้ว ขณะเดียวกันก็คงอยากเรียกร้องไปยังอดีตนายกรัฐมนตรีและบรรดาขบวนการคนเสื้อแดงว่าเมื่อไหร่จะเลิกบ่อนทำลายเผาบ้านป่วนเมืองเพื่อตัวเองเสียที
วันที่ 27/8/2009
ทั้งๆ ที่บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องการเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาพพจน์ของประเทศในสายตานานาชาติ และยังมีปัญหาอีกมากมายที่จะต้องแก้ไขเพื่อนำพาบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้าและหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ขบวนการคนเสื้อแดงที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำยังคงไม่หยุดเคลื่อนไหวตีรวนป่วนเมือง และพยายามที่จะสร้างสถานการณ์จุดไฟเผาบ้านป่วนเมืองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมืองแม้แต่น้อย
ล่าสุด สำนักข่าวรอยเตอร์ รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนสภาหอการค้าไทย ต่างออกมาชี้อย่างสอดคล้องกันว่า แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างชัดเจน แต่ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญก็คือ ปัจจัยทางการเมืองที่ยังไม่นิ่งเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวายโดยเฉพาะจากการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่นและฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ให้รุดหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น
ก่อนหน้านี้ ขบวนการคนเสื้อแดงจากการปลุกปั่นของอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักโทษหนีความผิดคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ได้ก่อเหตุร้ายบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียน 10 บวก 3 บวก 6 ที่พัทยา และก่อจลาจลทั่วกรุงเทพมหานคร ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพพจน์ของประเทศอย่างยับเยินมาแล้ว และยังไม่ละความพยายามที่จะก่อเหตุการณ์รุนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลและสิ่งที่เรียกว่าอมาตยาธิปไตย
การเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดงภายใต้การบงการของพ.ต.ท.ทักษิณ มีเป้าหมายที่แท้จริงก็คือ ต้องการฟอกผิดคดีทุจริตทั้งหมดให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ รวมทั้งทวงคืนทรัพย์สินมูลค่า 76,000 ล้านบาท ที่ถูกฟ้องยึดตกเป็นของแผ่นดิน ตลอดจนหวังที่จะฟื้นระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง
ล่าสุด การที่ขบวนการคนเสื้อแดงภายใต้การปลุกระดมของ พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมเคลื่อนไหวด้วยการแต่งชุดดำไว้ทุกข์และยกขบวนไปประท้วงหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รวมทั้งเตรียมชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ เพื่อขับไล่รัฐบาล ท่ามกลางรายงานข่าวกรองของหน่วยงานด้านความมั่นคงที่แสดงความวิตกว่าขบวนการเสื้อแดงกำลังจะสร้างสถานการณ์เผาบ้านป่วนเมืองครั้งใหม่ จนรัฐบาลต้องเตรียมออกพระราชบัญญัติความมั่นคงเพื่อคอยรับมือกับเหตุการณ์รุนแรงที่ตั้งเค้าทมึน
ทั้งนี้ ถ้าจะว่าไปแล้วรากเหง้าต้นตอของเหตุการณ์รุนแรงและการเคลื่อนไหวที่บ่อนทำลายชาติบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมา ล้วนมีสาเหตุและเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลเพียงคนเดียวนั่นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีขบวนการคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องมือ ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ของบ้านเมืองที่กำลังเริ่มจะเข้าที่เข้าทางเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขและเดินไปข้างหน้าเสียที หลังจากที่บอบช้ำอย่างหนักมามากแล้ว ขณะเดียวกันก็คงอยากเรียกร้องไปยังอดีตนายกรัฐมนตรีและบรรดาขบวนการคนเสื้อแดงว่าเมื่อไหร่จะเลิกบ่อนทำลายเผาบ้านป่วนเมืองเพื่อตัวเองเสียที
วันที่ 27/8/2009
ป้ายกำกับ:
บทบรรณาธิการ,
บ่อนทำลายชาติ,
เพื่อทักษิณ,
หยุดบ่อนทำลายชาติ
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โจทย์ใหม่กับการลดการแบ่งขั้ว
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com
ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามจากฝ่ายต่างๆ ที่จะตั้งโจทย์และเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้ว แบ่งฝ่ายที่เกิดขึ้นในทางการเมืองและสังคม แต่ส่วนใหญ่มักตั้งโจทย์แคบๆ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา การออกกฎหมายนิรโทษกรรม ฯลฯ ซึ่งข้อเสนอต่างๆ เน้นไปที่ผลประโยชน์ของนักการเมืองเป็นหลัก
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ที่ดีอาร์ไอ) ทำวิจัยในหัวข้อ "การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง" ซึ่งข้อเสนอการวิจัยดังกล่าวได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจ จึงขอสรุปแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวนำเสนอโดยสังเขป
ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
ในด้านหนึ่งเศรษฐกิจผูกขาด เช่น ระบบสัมปทานต่างๆ ซึ่งอิงกับอำนาจรัฐ ก่อให้เกิดส่วนเกินทางเศรษฐกิจหรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) มหาศาลและชักนำให้นักธุรกิจหลายกลุ่มที่มีแหล่งรายได้หลักจากสัมปทานเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และได้รับชัยชนะในระบบการเลือกตั้งที่มีการใช้เงินทุนสูง
ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจในระดับที่สูง และการที่ประเทศไทยมีแรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการจำนวนมาก ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ขาดสวัสดิการที่ได้รับจากการทำงาน และต้องการความช่วยเหลือจากรัฐทั้งในด้านสาธารณสุข การศึกษา การเข้าถึงสินเชื่อ ฯลฯ
ปัจจัยทั้ง 2 ด้านทำให้นักการเมืองบางกลุ่ม ประสบความสำเร็จในทางการเมืองอย่างสูงโดยใช้ "นโยบายประชานิยม" ซื้อใจคนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง
นอกจากนั้น ก็อาศัยอำนาจการเมืองที่ได้จากการเลือกตั้งมาใช้ปกป้อง เพิ่มพูนผลประโยชน์ทางธุรกิจ และสร้างอำนาจผูกขาดให้ธุรกิจของพวกพ้อง ตลอดจนแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจจากนโยบายสาธารณะและมาตรการต่างๆ ของรัฐ ทั้งในระบบงบประมาณ และนอกระบบงบประมาณ
ปัญหาการผูกขาดและความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจจึงมีผลกระทบโดยตรง รวมถึงการใช้ "นโยบายประชานิยม" แบบขาดวินัยทางการคลัง ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมีเสถียรภาพ
ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดส่วนเกินและลดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการปฏิรูปกฎกติกาและสถาบันทางการเมืองอย่างที่เคยดำเนินการมา
เอกสารได้ยกตัวอย่างผลงานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ได้ ซึ่งทำได้โดยการลดความร่ำรวยมหาศาลที่กระจุกตัวในคนกลุ่มน้อยจากการได้รับส่วนเกินทางเศรษฐกิจต่างๆ ควบคู่ไปกับเพิ่มรายได้และสวัสดิการสังคมให้คนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมไปสู่การให้สวัสดิการพื้นฐานตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่รุนแรงเกินไปจนก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการล้มกระดานของชนชั้นสูงที่เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยทำให้ตนต้องเกิดความสูญเสียมากกว่าทางเลือกอื่น ซึ่งการโอนถ่ายทรัพยากรระหว่างกลุ่มคนไม่มากเกินไป เช่น ต้องไม่กระทบระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจากการถูกยึดทรัพย์ โดยไม่มีเหตุผลสมควร ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่น้อยเกินไปสำหรับคนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง
นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวต้องมีความชอบธรรม เช่น ไม่ปิดโอกาสในการสร้างฐานะจากการทำงานโดยสุจริต แต่ลดโอกาสในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะเดียวกัน รัฐสวัสดิการจะคงอยู่รอดได้ หากเศรษฐกิจของประเทศมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน จากการที่ภาคการผลิตมีการยกระดับผลิตภาพ (production upgrading) อย่างต่อเนื่อง และการใช้จ่ายของรัฐถูกควบคุมอยู่ภายใต้กรอบทางการคลังที่โปร่งใสและมีวินัย
งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระจุกตัวของทรัพย์สิน กับการกระจุกตัวของอำนาจการเมือง โดยการจัดทำแผนที่ของค่าเช่าทางเศรษฐกิจ การนำเสนอแนวนโยบายการลดหรือการควบคุมค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการจำกัดพฤติกรรมดังกล่าวที่จะเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและการเมือง
ส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจที่จะหยิบยกมาศึกษามีด้วยกัน 5 ด้าน ได้แก่ การผูกขาดทางเศรษฐกิจ การแทรกแซงตลาด เช่น ตลาดสินค้าเกษตร การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง/สัมปทานของรัฐ การใช้อิทธิพลในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การปั่นหุ้นและการใช้ข้อมูลลวงในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนั้น จะศึกษาเรื่องมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ประโยชน์จะต้องมีการผลักดันให้ผู้นำทางการเมืองนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เกิดผลด้วย
ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามจากฝ่ายต่างๆ ที่จะตั้งโจทย์และเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้ว แบ่งฝ่ายที่เกิดขึ้นในทางการเมืองและสังคม แต่ส่วนใหญ่มักตั้งโจทย์แคบๆ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา การออกกฎหมายนิรโทษกรรม ฯลฯ ซึ่งข้อเสนอต่างๆ เน้นไปที่ผลประโยชน์ของนักการเมืองเป็นหลัก
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ที่ดีอาร์ไอ) ทำวิจัยในหัวข้อ "การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง" ซึ่งข้อเสนอการวิจัยดังกล่าวได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจ จึงขอสรุปแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวนำเสนอโดยสังเขป
ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
ในด้านหนึ่งเศรษฐกิจผูกขาด เช่น ระบบสัมปทานต่างๆ ซึ่งอิงกับอำนาจรัฐ ก่อให้เกิดส่วนเกินทางเศรษฐกิจหรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) มหาศาลและชักนำให้นักธุรกิจหลายกลุ่มที่มีแหล่งรายได้หลักจากสัมปทานเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และได้รับชัยชนะในระบบการเลือกตั้งที่มีการใช้เงินทุนสูง
ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจในระดับที่สูง และการที่ประเทศไทยมีแรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการจำนวนมาก ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ขาดสวัสดิการที่ได้รับจากการทำงาน และต้องการความช่วยเหลือจากรัฐทั้งในด้านสาธารณสุข การศึกษา การเข้าถึงสินเชื่อ ฯลฯ
ปัจจัยทั้ง 2 ด้านทำให้นักการเมืองบางกลุ่ม ประสบความสำเร็จในทางการเมืองอย่างสูงโดยใช้ "นโยบายประชานิยม" ซื้อใจคนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง
นอกจากนั้น ก็อาศัยอำนาจการเมืองที่ได้จากการเลือกตั้งมาใช้ปกป้อง เพิ่มพูนผลประโยชน์ทางธุรกิจ และสร้างอำนาจผูกขาดให้ธุรกิจของพวกพ้อง ตลอดจนแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจจากนโยบายสาธารณะและมาตรการต่างๆ ของรัฐ ทั้งในระบบงบประมาณ และนอกระบบงบประมาณ
ปัญหาการผูกขาดและความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจจึงมีผลกระทบโดยตรง รวมถึงการใช้ "นโยบายประชานิยม" แบบขาดวินัยทางการคลัง ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมีเสถียรภาพ
ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดส่วนเกินและลดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการปฏิรูปกฎกติกาและสถาบันทางการเมืองอย่างที่เคยดำเนินการมา
เอกสารได้ยกตัวอย่างผลงานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ได้ ซึ่งทำได้โดยการลดความร่ำรวยมหาศาลที่กระจุกตัวในคนกลุ่มน้อยจากการได้รับส่วนเกินทางเศรษฐกิจต่างๆ ควบคู่ไปกับเพิ่มรายได้และสวัสดิการสังคมให้คนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมไปสู่การให้สวัสดิการพื้นฐานตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่รุนแรงเกินไปจนก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการล้มกระดานของชนชั้นสูงที่เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยทำให้ตนต้องเกิดความสูญเสียมากกว่าทางเลือกอื่น ซึ่งการโอนถ่ายทรัพยากรระหว่างกลุ่มคนไม่มากเกินไป เช่น ต้องไม่กระทบระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจากการถูกยึดทรัพย์ โดยไม่มีเหตุผลสมควร ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่น้อยเกินไปสำหรับคนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง
นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวต้องมีความชอบธรรม เช่น ไม่ปิดโอกาสในการสร้างฐานะจากการทำงานโดยสุจริต แต่ลดโอกาสในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะเดียวกัน รัฐสวัสดิการจะคงอยู่รอดได้ หากเศรษฐกิจของประเทศมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน จากการที่ภาคการผลิตมีการยกระดับผลิตภาพ (production upgrading) อย่างต่อเนื่อง และการใช้จ่ายของรัฐถูกควบคุมอยู่ภายใต้กรอบทางการคลังที่โปร่งใสและมีวินัย
งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระจุกตัวของทรัพย์สิน กับการกระจุกตัวของอำนาจการเมือง โดยการจัดทำแผนที่ของค่าเช่าทางเศรษฐกิจ การนำเสนอแนวนโยบายการลดหรือการควบคุมค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการจำกัดพฤติกรรมดังกล่าวที่จะเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและการเมือง
ส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจที่จะหยิบยกมาศึกษามีด้วยกัน 5 ด้าน ได้แก่ การผูกขาดทางเศรษฐกิจ การแทรกแซงตลาด เช่น ตลาดสินค้าเกษตร การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง/สัมปทานของรัฐ การใช้อิทธิพลในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การปั่นหุ้นและการใช้ข้อมูลลวงในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนั้น จะศึกษาเรื่องมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ประโยชน์จะต้องมีการผลักดันให้ผู้นำทางการเมืองนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เกิดผลด้วย
ป้ายกำกับ:
โจทย์ใหม่,
โจทย์ใหม่กับการลดการแบ่งขั้ว,
สถานีคิดเลขที่ 12
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ลูบคม (เลียบวิภาวดี)
โดย กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม
ผู้ที่กล้า "ลูบคม" ซามูไร ต้องถือว่าเป็น "คนเก่ง" และผู้ที่กล้า "ลูบคม" กระบี่มังกรฟ้า ต้องถือว่าเป็น "คนจริง"
เพราะทั้งซามูไรและกระบี่ที่ไร้ฝัก ล้วนสามารถทำให้จอมลูบคมเกิดแผลเหวอะหวะได้ทันทีทันใด และอาจไปไกลถึงขั้นถูกตัดหัวคั่วแห้งจนกลายเป็นศพ
แต่ตุ๊กแกเฒ่าสีกากีที่บินด่วนมาจากจีนแผ่นดินใหญ่พร้อมกับพายุมรกตเป็น "คนใจถึง" ระดับ "คนเก่ง" และ "คนจริง" จึงกล้า "หักหน้า" ผู้นำประเทศ จึงกล้า "หยามน้ำใจ" เจ้านายที่มีอำนาจสั่งลงโทษตนเองได้
แท้จริงคนไทยทั้งประเทศต่างประจักษ์แจ้งถึงความ "ใจเด็ด" ของหล่อใหญ่มาแล้วจากยุทธภูมิ "สงกรานต์ทมิฬ" ที่กองทัพแดงดิบเถื่อนต้องพ่ายแพ้อย่างหมดทางสู้ทั้งในสมรภูมิชลบุรีและสมรภูมินครหลวง
แม้แต่นายใหญ่ของชาวเสื้อแดงที่อยู่ไพรัชประเทศ ก็กลายเป็นดาวตลกให้คนทั่วโลก เข็มขัดหลวมกับการโต้ตอบกับนักข่าวแข่งกับโอบามาร์คแบบ "โต้กันไปมา" โดยคนหนึ่งโกหกอย่างลุกลี้ลุกลน แต่อีกคนมั่นคงอย่างเชื่อมั่น
วันนั้น กอร์ดี้มาร์คกลายเป็นวีรบุรุษที่ "หน้าอ่อนแต่ใจเด็ด" มีภาวะผู้นำเต็มร้อย
ตุ๊กแกเฒ่ารู้เช่นนี้แล้ว ยังกล้า "หยามน้ำใจ" ยังกล้าหักด่านข้อตกลงที่ให้ไว้กับเจ้านาย ทำตัวเป็น "ศรีธนญชัยไม่กลัวหัวขาด" ย่อมแสดงว่า ตุ๊กแกเฒ่ามีดีถึงสามเด้ง มีความมั่นใจถึงสามเปลาะ
เด้งที่หนึ่ง ตุ๊กแกเฒ่าเชื่อว่า ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังคุ้มครองตนเป็นผู้ที่กอร์ดี้มาร์คเกรงใจ เห็นได้จากครั้งที่ตนใส่เกียร์ว่างที่ชลบุรีในงานประชุมระดับผู้นำนานาชาติ และปล่อยให้นายกฯ เกือบถูกฆ่าตายที่มหาดไทย กอร์ดี้มาร์คก็ทำอะไรตนไม่ได้ เพราะผู้ยิ่งใหญ่ที่คุ้มครองตนไม่อนุญาต
เด้งที่สอง ผู้จัดการรัฐบาลที่ซี้กับตนเป็นผู้มีพระคุณกับหล่อใหญ่จะต้องอุ้มตนให้ปลอดภัยอยู่ในตำแหน่งตลอดรอดฝั่ง แม้ตนจะหักหน้ากอร์ดี้มาร์คอย่างไร เด็กมาร์คก็ไม่กล้าหือกับผู้จัดการใหญ่
เด้งที่สาม โดยธรรมชาติของกอร์ดี้มาร์ค เป็นผู้ทำทุกอย่างตามครรลองของกฎหมาย และเป็นผู้ที่ระมัดระวังยิ่งไม่ยอมเสี่ยงภัยทำสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้ ดังนั้นหากตนเองหักดิบเจ้านายด้วยกฎเกณฑ์ที่กฎหมายคุ้มครอง เด็กมาร์คจะทำอะไรตนได้
คิดสาระตะด้วยประการฉะนี้แล้ว ตุ๊กแกเฒ่าจึงต้องกลับมากกไข่จงอางที่ยังฟักไม่เป็นตัวให้สำเร็จลุล่วง จะต้องกลับมาทำภารกิจใหญ่ให้ตำรวจในคาถาได้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ
เมื่อการ "ลูบคม" ครั้งนี้มียันต์คุ้มครองอย่างดีถึงสามเด้ง เหตุใดตุ๊กแกเฒ่าจะไม่แลกหมัดเล่า
ก็ต้องมาติดตามดูฉากต่อไประหว่างลูกบ้าเที่ยวล่าสุดของตุ๊กแกเฒ่า กับ ลูกเด็ดของเด็กมาร์คผู้ไม่กลัวตาย ใครจะโหดกว่ากัน
วันที่ 12/8/2009
ผู้ที่กล้า "ลูบคม" ซามูไร ต้องถือว่าเป็น "คนเก่ง" และผู้ที่กล้า "ลูบคม" กระบี่มังกรฟ้า ต้องถือว่าเป็น "คนจริง"
เพราะทั้งซามูไรและกระบี่ที่ไร้ฝัก ล้วนสามารถทำให้จอมลูบคมเกิดแผลเหวอะหวะได้ทันทีทันใด และอาจไปไกลถึงขั้นถูกตัดหัวคั่วแห้งจนกลายเป็นศพ
แต่ตุ๊กแกเฒ่าสีกากีที่บินด่วนมาจากจีนแผ่นดินใหญ่พร้อมกับพายุมรกตเป็น "คนใจถึง" ระดับ "คนเก่ง" และ "คนจริง" จึงกล้า "หักหน้า" ผู้นำประเทศ จึงกล้า "หยามน้ำใจ" เจ้านายที่มีอำนาจสั่งลงโทษตนเองได้
แท้จริงคนไทยทั้งประเทศต่างประจักษ์แจ้งถึงความ "ใจเด็ด" ของหล่อใหญ่มาแล้วจากยุทธภูมิ "สงกรานต์ทมิฬ" ที่กองทัพแดงดิบเถื่อนต้องพ่ายแพ้อย่างหมดทางสู้ทั้งในสมรภูมิชลบุรีและสมรภูมินครหลวง
แม้แต่นายใหญ่ของชาวเสื้อแดงที่อยู่ไพรัชประเทศ ก็กลายเป็นดาวตลกให้คนทั่วโลก เข็มขัดหลวมกับการโต้ตอบกับนักข่าวแข่งกับโอบามาร์คแบบ "โต้กันไปมา" โดยคนหนึ่งโกหกอย่างลุกลี้ลุกลน แต่อีกคนมั่นคงอย่างเชื่อมั่น
วันนั้น กอร์ดี้มาร์คกลายเป็นวีรบุรุษที่ "หน้าอ่อนแต่ใจเด็ด" มีภาวะผู้นำเต็มร้อย
ตุ๊กแกเฒ่ารู้เช่นนี้แล้ว ยังกล้า "หยามน้ำใจ" ยังกล้าหักด่านข้อตกลงที่ให้ไว้กับเจ้านาย ทำตัวเป็น "ศรีธนญชัยไม่กลัวหัวขาด" ย่อมแสดงว่า ตุ๊กแกเฒ่ามีดีถึงสามเด้ง มีความมั่นใจถึงสามเปลาะ
เด้งที่หนึ่ง ตุ๊กแกเฒ่าเชื่อว่า ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังคุ้มครองตนเป็นผู้ที่กอร์ดี้มาร์คเกรงใจ เห็นได้จากครั้งที่ตนใส่เกียร์ว่างที่ชลบุรีในงานประชุมระดับผู้นำนานาชาติ และปล่อยให้นายกฯ เกือบถูกฆ่าตายที่มหาดไทย กอร์ดี้มาร์คก็ทำอะไรตนไม่ได้ เพราะผู้ยิ่งใหญ่ที่คุ้มครองตนไม่อนุญาต
เด้งที่สอง ผู้จัดการรัฐบาลที่ซี้กับตนเป็นผู้มีพระคุณกับหล่อใหญ่จะต้องอุ้มตนให้ปลอดภัยอยู่ในตำแหน่งตลอดรอดฝั่ง แม้ตนจะหักหน้ากอร์ดี้มาร์คอย่างไร เด็กมาร์คก็ไม่กล้าหือกับผู้จัดการใหญ่
เด้งที่สาม โดยธรรมชาติของกอร์ดี้มาร์ค เป็นผู้ทำทุกอย่างตามครรลองของกฎหมาย และเป็นผู้ที่ระมัดระวังยิ่งไม่ยอมเสี่ยงภัยทำสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้ ดังนั้นหากตนเองหักดิบเจ้านายด้วยกฎเกณฑ์ที่กฎหมายคุ้มครอง เด็กมาร์คจะทำอะไรตนได้
คิดสาระตะด้วยประการฉะนี้แล้ว ตุ๊กแกเฒ่าจึงต้องกลับมากกไข่จงอางที่ยังฟักไม่เป็นตัวให้สำเร็จลุล่วง จะต้องกลับมาทำภารกิจใหญ่ให้ตำรวจในคาถาได้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ
เมื่อการ "ลูบคม" ครั้งนี้มียันต์คุ้มครองอย่างดีถึงสามเด้ง เหตุใดตุ๊กแกเฒ่าจะไม่แลกหมัดเล่า
ก็ต้องมาติดตามดูฉากต่อไประหว่างลูกบ้าเที่ยวล่าสุดของตุ๊กแกเฒ่า กับ ลูกเด็ดของเด็กมาร์คผู้ไม่กลัวตาย ใครจะโหดกว่ากัน
วันที่ 12/8/2009
การซื้อขายตำแหน่งข้าราชการ
บทบรรณาธิการ แนวหน้า
ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนจะเป็นช่วงที่แต่ละหน่วยราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง จะมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และพนักงานของแต่ละหน่วยตามปกติ เพื่อเป็นการทดแทนอัตราตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องมาจากการครบเกษียณอายุของบุคลากรในหน่วยราชการเหล่านั้น
การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจจะดำเนินกันตามระเบียบปฏิบัติและกฎหมายที่แต่ละหน่วยราชการนั้นๆ ได้บังคับใช้อยู่โดยมักจะอ้างว่าการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้งจะเป็นไปตามระบบคุณธรรมที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ระบบเมอริตซิสเต็ม"
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงในประเทศเรานั้น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมักจะมีข่าวเรื่องของระบบอุปถัมภ์เกิดขึ้นเสมอ แม้จะอ้างว่าการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการแต่ละคนเป็นไปตามระบบอาวุโส ระบบคุณธรรม ความรู้ความสามารถและความเหมาะสมควบคู่กันก็ตามแต่ก็คงหนีเรื่องระบบอุปถัมภ์ไปไม่พ้น แม้ในระบบราชการจะมีการให้คำนิยามถึงค่าของคนอยู่ที่ผลงานของบุคคลคนนั้นก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงนั้นหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจมักจะคำนึงถึงข้อที่ว่าค่าของคนอยู่ที่บุคคลคนนั้นเป็นคนของใครเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้การเลื่อนตำแหน่งและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการแต่ละครั้งมักจะปรากฏข่าวออกมาว่ามีเรื่องของระบบอุปถัมภ์ รวมไปถึงเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอๆ แทบจะทุกปีโดยเฉพาะข้าราชการตำรวจนั้นมักจะมีข่าวในทำนองดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานนับสิบๆ ปีแล้ว
เนื่องจากข้าราชการตำรวจนั้นเป็นข้าราชการที่สามารถให้คุณให้โทษทางตรงในสังคมมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา เนื่องจากมีการโอนอำนาจการสอบสวนคดีอาญาไปให้ข้าราชการตำรวจเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงฝ่ายเดียว
นั่นก็คือ เจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ทั้งการปราบปราม การสืบสวนจับกุมไปจนถึงการสอบสวนคดีด้วย
แทนที่จะให้อำนาจในการสอบสวนเป็นของข้าราชการหน่วยอื่นเช่น พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนคดีอาญาโดยตรงเหมือนในต่างประเทศ
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจของเรามีอำนาจในคดีอาญามากเช่นนี้เอง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีโอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์ต่างๆ ตามอำนาจหน้าที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งในราชการตามมาในที่สุด
ความเป็นจริงในปัจจุบันนี้ยังมีข่าวว่าข้าราชการสายงานอื่นๆ และพนักงานรัฐวิสาหกิจในบางหน่วยมีการใช้เงินและของกำนัลต่างๆ ซื้อขายตำแหน่งเช่นเดียวกัน เรื่องนี้นับเป็นเนื้อร้ายในระบบราชการของเรายังผลให้ประเทศไม่เจริญก้าวหน้าจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องร่วมกันแก้ปัญหานี้ต่อไป
วันที่ 12/8/2009
ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนจะเป็นช่วงที่แต่ละหน่วยราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง จะมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และพนักงานของแต่ละหน่วยตามปกติ เพื่อเป็นการทดแทนอัตราตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องมาจากการครบเกษียณอายุของบุคลากรในหน่วยราชการเหล่านั้น
การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจจะดำเนินกันตามระเบียบปฏิบัติและกฎหมายที่แต่ละหน่วยราชการนั้นๆ ได้บังคับใช้อยู่โดยมักจะอ้างว่าการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้งจะเป็นไปตามระบบคุณธรรมที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ระบบเมอริตซิสเต็ม"
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงในประเทศเรานั้น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมักจะมีข่าวเรื่องของระบบอุปถัมภ์เกิดขึ้นเสมอ แม้จะอ้างว่าการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการแต่ละคนเป็นไปตามระบบอาวุโส ระบบคุณธรรม ความรู้ความสามารถและความเหมาะสมควบคู่กันก็ตามแต่ก็คงหนีเรื่องระบบอุปถัมภ์ไปไม่พ้น แม้ในระบบราชการจะมีการให้คำนิยามถึงค่าของคนอยู่ที่ผลงานของบุคคลคนนั้นก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงนั้นหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจมักจะคำนึงถึงข้อที่ว่าค่าของคนอยู่ที่บุคคลคนนั้นเป็นคนของใครเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้การเลื่อนตำแหน่งและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการแต่ละครั้งมักจะปรากฏข่าวออกมาว่ามีเรื่องของระบบอุปถัมภ์ รวมไปถึงเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอๆ แทบจะทุกปีโดยเฉพาะข้าราชการตำรวจนั้นมักจะมีข่าวในทำนองดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานนับสิบๆ ปีแล้ว
เนื่องจากข้าราชการตำรวจนั้นเป็นข้าราชการที่สามารถให้คุณให้โทษทางตรงในสังคมมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา เนื่องจากมีการโอนอำนาจการสอบสวนคดีอาญาไปให้ข้าราชการตำรวจเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงฝ่ายเดียว
นั่นก็คือ เจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ทั้งการปราบปราม การสืบสวนจับกุมไปจนถึงการสอบสวนคดีด้วย
แทนที่จะให้อำนาจในการสอบสวนเป็นของข้าราชการหน่วยอื่นเช่น พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนคดีอาญาโดยตรงเหมือนในต่างประเทศ
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจของเรามีอำนาจในคดีอาญามากเช่นนี้เอง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีโอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์ต่างๆ ตามอำนาจหน้าที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งในราชการตามมาในที่สุด
ความเป็นจริงในปัจจุบันนี้ยังมีข่าวว่าข้าราชการสายงานอื่นๆ และพนักงานรัฐวิสาหกิจในบางหน่วยมีการใช้เงินและของกำนัลต่างๆ ซื้อขายตำแหน่งเช่นเดียวกัน เรื่องนี้นับเป็นเนื้อร้ายในระบบราชการของเรายังผลให้ประเทศไม่เจริญก้าวหน้าจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องร่วมกันแก้ปัญหานี้ต่อไป
วันที่ 12/8/2009
ป้ายกำกับ:
ข้าราชการ,
ซื้อขาย,
ซื้อขายตำแหน่ง,
ตำแหน่ง
แม่เราเมื่อเก่าก่อน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
ภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผ่านภาพปกและบทความจากนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่หาชมได้ยาก อันเป็นส่วนหนึ่งของ นิทรรศการ World Focus & Thai Focus ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันนี้ – 11 ตุลาคม พ.ศ.2552 ณ ชั้น 4 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน เพื่อร่วมฉลองเปิดหอศิลป์อย่างเป็นทางการ โดยภาพที่นำมาจัดแสดงได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT), อเนก นาวิกมูล และธงชัย ลิขิตพรสวรรค์
ภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผ่านภาพปกและบทความจากนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่หาชมได้ยาก อันเป็นส่วนหนึ่งของ นิทรรศการ World Focus & Thai Focus ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันนี้ – 11 ตุลาคม พ.ศ.2552 ณ ชั้น 4 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน เพื่อร่วมฉลองเปิดหอศิลป์อย่างเป็นทางการ โดยภาพที่นำมาจัดแสดงได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT), อเนก นาวิกมูล และธงชัย ลิขิตพรสวรรค์
ป้ายกำกับ:
พระบรมราชินีนาถ,
ภาพเก่า,
ราชินี,
หาชมยาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)