โดย เปลว สีเงิน
งานแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลผสมประชาธิปัตย์เหมือน "ควายจมปลัก" ตัวเองก็แสดงเจตนาแต่ต้นแล้วว่า "ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐" ในขณะที่ "เพื่อไทย" เขาก็ไปตามลีลาของเขา "มึงมาซ้าย-กูไปขวา, มึงมาขวา-กูไปซ้าย" เมื่อฝ่ายรัฐบาลบอกไม่แก้ กูก็จะแก้ กระทั่ง ส.ว.ส่วนใหญ่เขาไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนอันใดต้องแก้ ยิ่งในส่วนประชาชนเอง ถ้ามีช่องให้กรอกในใบประชามติ เขาอาจกรอกข้อความว่า "จะแก้ให้มันยุ่งมากและมากปัญหาไปเพื่อพระแสงอันใด"?
ก็พวกประชาธิปัตย์นั่นแหละ รวมทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์ ทำเก๋าเกม จะใช้การแก้-ไม่แก้เป็นตั๋วในการซื้อเวลาการเมือง ก็เลย "จับไก่" เพื่อไทยที่อยากแก้รัฐธรรมนูญดีนัก เอ้า...แก้ก็แก้ แต่จะแก้ตรงไหน อย่างไร ก็โยนให้คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ไปสรุปประเด็นมา ฝ่ายเพื่อไทยเมื่อถูกจับไก่ก็เลยต้อง "ตกกระไดพลอยโจน"
แล้วผมอยากรู้จริงๆ ว่า พวกคุณ "แก่แดด" เขี้ยวลากกันขนาดนั้นไม่รู้หรือว่า ที่สรุปกันมา ๖ ประเด็นนั้น ถึงจะเดินตามกรอบมาตรา ๒๙๑ แต่เอาจริงๆ มันแก้ไม่ได้ เพราะขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญในประเด็น "เป็นมาตราที่พวกตัวเองมีส่วนได้-ส่วนเสียโดยตรง"!?
ต่างคนต่างกลบไต๋ ในใจลึกๆ ประชาธิปัตย์ก็รู้ว่า "ลงท้ายก็ไม่ได้แก้" ส่วนฝ่ายเพื่อไทยนั้น ไต๋ตัวเองก็มีอยู่ว่า แก้มาตราไหนก็ได้ ถ้าเปิดช่องให้ทักษิณรอดคดี-รอดยึดทรัพย์-กลับเมืองไทยโดยไม่ต้องเข้าคุกเป็นใช้ได้
แต่ที่ชูมา ๖ ประเด็นนั้น มันบ่มิไก๊ ทักษิณไม่ได้อะไร เข้าตำรา ไก่ก็ไม่ได้ แต่กลับเสียข้าวเปลือกไปทั้งกำมือ ฝ่ายเจ้าตัว ทักษิณ-ผู้รู้ชะตาตัวเองแล้ว แต่ลูกน้องยังงมงายอยู่ใต้เกมประชาธิปัตย์ จึงอดรนทนไม่ไหว ต้องโฟนอินมาตบกะโหลกยกแก๊งกันไปกลางวงประชุมพรรค
ไม่แก้ ๖ ประเด็น แต่ต้องแก้โดยเอารัฐธรรมนูญ ๔๐ มาใช้ทั้งฉบับ!?
ก็แค่เอาสีข้างเถลือกไถลไปข้างๆ คูๆ อย่างนั้นเอง การยกเงื่อนไขให้เอารัฐธรรมนูญอื่นๆ ทั้งฉบับมาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น มันไม่ใช่วิสัยปัญญาชนคนการเมืองที่จะพูดแบบคนไร้สติปัญญาหากรอบปฏิบัติอันชอบตามกฎหมายมิได้อย่างนั้น เพราะก็รู้ๆ กันอยู่ การที่จะเอารัฐธรรมนูญฉบับอื่น มาใช้แทนฉบับปัจจุบันให้ทันใจ และถูกใจตามวิธีการ "แดงทั้งแผ่นดิน" ของทักษิณ มันก็มีวิธีเดียว คือ
ปฏิวัติ แล้วฉีกกกกทิ้ง!!!!
หรือจะเอาฉบับไหน หรือจะเขียนใหม่ตามใจแม้ว ตามใจเมีย ก็ตามสบาย นั่นแหละความหมาย "แก้รัฐธรรมนูญ" ยกเอาเก่ามาแทนใหม่ทั้งฉบับตามตำรับแม้ว!
แล้วนี่อภิสิทธิ์เพริดไปแล้วกับเกมแก้รัฐธรรมนูญ แรกๆ ทำแบบจำใจ เพราะประชาธิปไตยต้องจอดทุกสถานี ก็ตอนนี้ตัวเจ้ากี้เจ้าการใหญ่เขาไม่เอาแล้ว ก็ควรเลิกเล่นเกมแก้รัฐธรรมนูญเสียที จะต้องไปตั้งกรรมการ ๒ สภามายกร่างฯ ไปเพื่ออะไร ระวังเถอะ ขืนไกลไปถึงขั้นทำประชามติด้วยงบ ๒,๐๐๐ ล้านบาทละก็
อภิสิทธิ์-ชาตินี้ไม่มีฟื้น!
เพราะนอกจากผลาญไป ๒,๐๐๐ ล้านแล้ว ประชามติที่ได้มา ซึ่งน่าจะลบมากกว่าบวกด้วยซ้ำ นอกจากไม่มีผลคุ้มค่าอะไรแล้ว ที่สำคัญคือ ๖ ประเด็นนั้น ถ้าเข้าสู่กระบวนการชี้ขาดออกมาว่า "ขัดกฎหมาย" นำเข้าสู่การแก้ไขไม่ได้ แล้วใครจะรับผิดชอบ!?
ในเมื่อเพื่อไทยเขาล้ม "มติวิป ๓ ฝ่าย" ก็ถือโอกาส "เลิกกันไป" ก็จบเรื่อง-จบปัญหา แล้วจะมาบ้ากันต่ออยู่เพื่ออะไร รัฐธรรมนูญปี ๕๐ นี้ ก็ทราบกันอยู่ว่า ร่างขึ้นมาเหมือน "ยันต์ปิดปากหม้อ" เป็นการใช้สยบมาร-ปราบผีร้าย เพื่อเปิดโอกาสแก้ไขบ้านเมืองให้คืนสภาพโดยเร็ว พูดอีกที ก็เป็นที่รับทราบด้วยวิสัยวิญญูชนทั่วไปว่า
เมื่อถึงเวลาพร้อมก็ต้องแก้ไข หรือเดินเข้ากรอบเพื่อปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และบรรยากาศวิไล!
ถ้าจะว่าไปแล้ว ทักษิณ-ตัวใน หรือเพื่อไทยอันเป็นตัวกระดอง ก็ดัดจริต ยักกระสาย จะเอารัฐธรรมนูญปี ๔๐ ไปงั้นแหละ ใจจริงๆ แล้ว ถ้าอภิสิทธิ์บอกว่า "จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ๕๐ โดยตัดมาตรา ๓๐๙ ทิ้งไป"
ทักษิณขี้เกียจจะคลานมากราบไข่อภิสิทธิ์ปลกๆ เสียด้วยซ้ำ!
ผมก็บอกแล้ว รัฐธรรมนูญ ๕๐ เจตนารมณ์ใช้เป็นยันต์ปิดปากหม้อ เอาวิญญาณชั่วร้ายถ่วงน้ำไว้ เขาไม่ได้ใจร้ายหวังเอาเป็น-เอาตาย แต่หวังเพียง "ถ่วงน้ำไว้ก่อน" เพื่อใช้เวลาว่างมาปรับปรุงบ้าน-ปรับปรุงเมือง เมื่อหมดเวร หมดกรรม ยันต์ก็จะหลุดไปเอง แล้วก็จะได้ไปผุดไปเกิดใหม่เหมือนแม่นาคพระโขนง
แต่หนังมันสะดุดหนามเตยก็ตรงที่ บรรดาผู้ขมังเวท คมช.ทั้งคณะรัฐ และคณะทหาร มันหน่อมแน้ม และห่วยแตกเอง ทำให้ยันต์ไม่ขลังเท่าที่ควร แถมมัดก็ไม่แน่น ปากหม้อเผยอเข้า-เผยอออก สัมภเวสีชั่วร้ายมันเลยโฟนอินได้รายวัน ไม่เชื่อลองไปถามกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กระทั่งหลวงพ่อ หลวงพี่ ครูเล็ก ครูใหญ่แถวในอีสานดู
มีใครบ้างที่สัมภเวสีไม่โฟนอินมาชวน "แดงทั้งแผ่นดิน" ทุกค่ำ-ทุกคืน?
แต่ถึงอย่างไร บ้านเมืองยังมีขื่อ-มีแป กฎหมายยังเป็นกฎหมาย ฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ๕๐ ยังพอเป็นมนต์สะกดและมัดผีร้ายมิให้เหิมเกริม ออกอาละวาดตามอำเภอใจได้มากนัก
มาตรา ๓๐๙ เป็นยันต์ปิดกระหม่อมมารไว้ด้วยข้อความว่า:-
บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
ครับ..เท่ากับว่า ทุกวันนี้ไม่เพียงใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ.๒๕๕๐ เท่านั้น หากแต่ยังใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว หรือรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติ ๑๙ ก.ย.๔๙ ที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการอีกฉบับหนึ่ง
ทักษิณต้องดิ้นพราดๆ เหมือนถูกน้ำร้อน หรือถูกน้ำหน่อไม้ดองสาดหลังก็เพราะ "ยันต์สะกดผี" จากมาตรานี้แหละ ส่วนอีก ๓๐๘ มาตรานั่นน่ะ เรียกว่า...ไม่ครนาขี้เรื้อน!
ฉะนั้น สันดานจึงต้องแสดงออกมาเอง ด่าลูกน้องกลางตลาดโฉงเฉง หัวหน้าวิปฝ่ายค้านที่แสนจริงใจและแม่นในกฎหมายอย่าง "นายวิทยา บุรณศิริ" เลยกลายเป็นคนเสียหมาไปโดยปริยาย ถูกหาว่าไปเข้าค่ายกลฝ่ายรัฐบาล แก้ทำไม ๕ ประเด็น ๑๐ ประเด็น กูไม่ได้อะไร
เพราะหัวใจมันอยู่ในมาตรา ๓๐๙ ประเด็นเดียว!!!!
ในความเห็นของผม รัฐธรรมนูญนั้น มีขึ้นมาเพื่อเป็นกติการองรับ ความอยู่ดี-กินดี-ดำรงชีพดี-ด้วยสิทธิ-เสรีภาพทัดเทียมกันของประชาชนภายใต้กฎหมายบัญญัติ ไม่อยู่อย่างเหยียบหัวแม่ตีนซึ่งกันและกัน เรามองและประณามกันแต่ว่า กฎหมายไม่ดี กฎหมายเป็นอุปสรรค กฎหมายไม่เอื้ออำนวย
แต่ทำไมมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะ "สังคมการเมือง" ไม่ย้อนมองตัวเองบ้างว่า:-
กฎหมายที่ว่าไม่ดีนั้น เพราะปิดช่องไม่ให้เราเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ได้ง่ายๆ ใช่มั้ย?
กฎหมายเป็นอุปสรรคการบริหารนั้น เพราะเราบริหารด้อยสำนึกจนอาจเป็นโทษต่อสังคมประเทศใช่มั้ย?
กฎหมายไม่เอื้ออำนวยนั้น เพราะเราบริหารแบบจะเอากฎหมายเป็นเครื่องมือโจรใช่มั้ย?
อย่ามองกฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร และการปกครองเสมอไป ต้องมองย้อนกลับด้วยว่า แล้วจิตเจตนา และการกระทำของเราแต่ละคน เป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร และการปกครอง "เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ-ประชาชน" ด้วยหรือไม่?
กฎหมายรับใช้คน ฉะนั้น กฎหมายจะแก้เมื่อไหร่ แบบไหน อย่างไร ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยาก และต้องแก้ก่อน คือ แก้ใจในแต่ละคนให้ "สุจริต" เป็นที่ตั้งก่อน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปลว สีเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปลว สีเงิน แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ระวังน้ำจะท่วมฟ้า-ปลาจะกินดาว
โดย เปลว สีเงิน
ท่านว่าในระยะสัปดาห์มานี้ร้อนผิดปกติมั้ย เหตุที่ถามเพราะผมไม่แน่ใจว่า "ร้อนอยู่คนเดียว" หรือคนอื่นก็รู้สึกว่าอากาศประเทศไทย "ร้อนผิดปกติ" เหมือนผม เดี๋ยวนี้มาทำงานตอนบ่ายๆ ผมคว้าเสื้อได้ก็พาดบ่าเดินโทงๆ ขึ้นรถออกจากบ้านเลย นั่งจนตัวเย็นเป็นไอติมแล้วนั่นแหละค่อยสวม บางคนเขาก็ทักว่า "สงสัยไฟธาตุจะแตก" แต่ผมลองเลียบเคียงถามหลายๆ คนแล้ว เขาก็ร้อง "เออเนอะ...มันร้อนจริงๆ"!
ความจริง เมืองไทยมันก็ร้อนของมันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยไปสัมผัสความร้อนประเทศอื่น ก็เลยแยกไม่ออก-บอกไม่ถูกว่า ร้อนของเมืองไทย กับร้อนของเมืองอื่น มันเป็น "ความร้อน" ที่เหมือนกัน หรือร้อนเหมือนกัน แต่แตกต่างกัน?
จนกระทั่งผมไปดูไบ ซึ่งไม่เห็นใบอะไรเลย นอกจากทราย และนายใหญ่ก็ไม่เห็น คือมันนานมาแล้ว นั่นแหละครับถึงได้รู้ถึง "ร้อนที่แตกต่าง" ระหว่างร้อนชื้นแฉะของเมืองไทย กับร้อนแห้งแล้งของประเทศในทะเลทรายอย่างดูไบ มันร้อนเหมือนเข้าเตาไมโครเวฟ น้ำในเนื้อ-ในตัวจะถูกบิดจนแห้ง
เวลาหายใจเหมือนสูดเอาใบมีดโกนยิลเลตต์เข้าไปกรีดกลางกระหม่อม!
ผมก็เลยบอกท่านได้ว่า อากาศในระยะนี้ของบ้านเราคล้ายๆ อากาศในทะเลทราย มันร้อนเผาไอน้ำในอากาศจนแห้ง และอากาศที่แล้งน้ำนั่นแหละเกิดสภาพเบาบางยกกำลังสิบ ที่เราได้ยิน ฟ้าร้อง-ฟ้าแลบ-ฟ้าผ่า ด้วยลีลาและสำนวนชวนหวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่ละครั้งครืนครั่นยาวนานต่อเนื่องหลายระยะนั้น
ไม่ใช่สัญญาณอาเพศ-อาถรรพณ์อะไรหรอกครับ สภาพเบาบางยกกำลังสิบนั่นแหละ เมื่อเจอกับอากาศคนละชั้นบรรยากาศสภาพฝนซู่ซ่า ประกอบฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ผิดปกติอย่างตอนเย็นวานนี้ (๒๗ ส.ค.๕๒) จึงเกิดขึ้นบ่อยเป็นธรรมดา
แต่เดี๋ยวนี้ คนไทยด้วยกัน อยู่กรุงเทพฯ ด้วยกัน พูดเรื่องเดียวกันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ เพราะฝนฟ้าทุกวันนี้ท่านก็ Change เหมือนกัน สมมุติฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ แถวคลองเตย แต่คนอยู่แถวราชประสงค์ หรือสนามหลวง แดดแจ๋ ร้อนหัวจะแตก!
นั่นก็ยังพูดได้ว่าสถานที่ห่างกัน เอาที่เห็นจะจะลูกตา ขึ้นรถบนทางด่วนไปดินแดง ฝนตกซู่ๆ จนที่ปัดน้ำฝนปัดแทบไม่ทัน แต่แหงะไปดูทางด่วนคู่ขนานที่จะไปทางบางนา....ไม่มีฝนซักเม็ด
ดูซี...ฝนก็ยังเลือกข้าง นับประสาอะไรกะคน!?
เรื่องฝน-เรื่องน้ำนี่ ผมอยากจะบอกว่า "ไม่ใช่เรื่องไกลตัว" ของพวกเราอีกต่อไปแล้ว ต้องหันมาจับตาด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะต่อจากนี้ ในระยะเวลาที่ใกล้มาก น้ำจะไม่มาในลักษณะ "เรื่อยๆ มาเรียงๆ" หรอกครับ แต่จะมาฉับพลันทันด่วนในลักษณะ
"น้ำพุพุ่งซ่าน ไหลมาฉาดฉาน มันไหลจอกโครมจอกโครม มันดังจ้อกจ้อก..จ้อกจ้อก..โครมโครม" อย่างเพลงเขมรไทรโยค ที่ "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์" ทรงประพันธ์ไว้นั่นเชียว
ไม่ใช่ให้กลัว "เขื่อนแตก" ที่เมืองกาญจนบุรีหรอก มันเป็นเรื่องของคนท้องอืด-ท้องเฟ้อเขาพูดกัน แต่ผมอยากให้สังเกตกันว่า ตั้งแต่ต้นปีมา พื้นที่โลกหลายๆ แห่ง ที่น้ำไม่ท่วม ก็จะเกิดน้ำท่วม ที่ไม่เคยแห้งแล้ง ก็จะแห้งแล้ง ที่ฝนเคยตกต้องตามฤดูกาล ฝนก็จะหมดประจำเดือนไปเลย!
วันก่อน น้ำท่วมประเทศมองโกเลีย อยู่ในย่านที่ราบไซบีเรีย คาบเกี่ยวเขตพื้นที่จีนกับรัสเซีย ใครจะคิดว่าน้ำจะท่วมไซบีเรียได้ เท่าที่เคยไปเห็นพื้นสภาพด้วยลูกตา นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าน้ำจะท่วมได้ แล้ววันนี้ ชาวเมืองอูลานบาตอร์ก็ต้องจมน้ำต๋อมแต๋ม!
กรีซ-อเมริกา-อิตาลี-ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ มันแห้งจนไฟป่าเผาไปวอดวายมหาวินาศ เม็กซิโก-บราซิล ทั้งข้าวโพด ทั้งอ้อย ทั้งสัตว์เลี้ยง "ไม่มีน้ำซักหยด" มารดราก และลิ้น
"เอลนิโญ" สำแดงเดชแล้ว น้ำแถบเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังถูก "ภาวะโลกร้อน" เผาจนกลายเป็นมหาสมุทรน้ำเดือดบนเตาไฟไปแล้ว เป็นผลให้สภาพดินฟ้าอากาศทั่วโลกแปรปรวน สิ่งที่จะเกิดเป็นรูปธรรมให้เห็นด้วยตา จับต้องได้ "ด้วยชีวิต" เรียกกันในคำรวมว่า
"ภัยธรรมชาติ"!?
มันมาแน่ และมันมาแล้ว ถ้าพูดในมุมบวก บนความเห็นแก่ชาติตัวเองนิดหน่อย ผมก็อยากจะบอกว่า "พี่น้องเกษตรกรไทยเรา เตรียมตัวรวยกันแต่เนิ่นๆ เถอะครับ"
เพราะในความวิบัติ-ยับเยินจาก "ภัยธรรมชาติ" บนภาวะเอลนิโญ การผลิตอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะการเพาะปลูกจะพบอุปสรรค
ส่วนไทยเรา ถึงแม้จะหนีจากภัยเอลนิโญไม่พ้น แต่ในความล้นพ้นเหลือเฟือ เสียแล้วยังเหลือกิน-เหลือใช้ พร้อมขาย พร้อมแจกจ่ายประเทศอดอยากทั่วโลก
ตั้งสติให้ดี อย่ามีรัฐบาลโง่ รัฐมนตรีงั่ง และข้าราชการฝังเขี้ยว เท่านั้นแหละ พี่น้องเกษตรไทยจะหน้าใสกันถ้วนหน้า เลิกพูด เลิกสนใจ เลิกรอกินก๋วยเตี๋ยวฟรีจาก "แม้ว-ขี้โม้" ที่เอาน้ำตาลกรวดมาถ่ายรูปโชว์เป็น "เพชรเหมืองแม้ว"
เก็บเอาไปทำกระพรวนปลอกคอ ๓ เกลอหัวขวดเขาเถอะ!
มาพูดถึงมุมลบที่ไทยเราอาจต้องได้รับบ้าง จากเอลนิโญ ฝนที่เคยตก-ฝนจะแล้ง, จากที่น้ำไม่ท่วม-จะมิดหลังคา ฉะนั้น นับจากนี้ไป อย่ามัวสนุกกับงานจ๊อบรับจ้างใส่เสื้อสี ตีตีนตบอยู่เลย ในภาคเหนือ-ภาคอีสาน เพื่อความไม่ประมาท เตรียมการรับมือทั้งจากพายุฝน และทั้งจาก...น้ำโขง
สำหรับพี่น้องทางภาคใต้ ไม่ต้องพูดถึง หลายจังหวัดจมฝน-จมน้ำตามฤดูกาลอยู่แล้วในเวลานี้ ห่วงแต่พี่น้องอีสานและเหนือเท่านั้น ผมไม่บอกให้เลิกบูชาแม้วหรอก แต่อยากจะบอกว่า เก็บรักทักษิณไว้ชั่วคราว แล้วหันมารักตัวเอง รักครอบครัวตัวเอง รักสมบัติข้าวของตัวเองก่อน
เพราะ "ภัยจากน้ำ" มันมาแน่!
ลองน้ำท่วมมองโกเลีย ผมว่าในบางมณฑลของจีนยากจะหนีวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ผมก็เลยหวั่นใจถึงประเทศริมฝั่งโขง อย่าง ลาว-เขมร-ญวน นั่นก็เรื่องเขา แต่เรื่องเรา คือประเทศไทยเรา โดยเฉพาะทางเหนือที่เชียงราย และทางอีสานตลอดรายทางที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ผมกลัวว่า จีนจะปล่อยน้ำจากเขื่อนตอนบนบ่าท้นลงมาท่วมทับพื้นที่ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างไทยเราด้วยนี่ซี
ผมถึงว่า ถ้าน้ำมาเที่ยวนี้ละก็ จะมาแบบ จ้อกโครม...จ้อกโครม เลยทีเดียว ไม่มาแบบหวานซึ้ง "สุขจริง อิงกระแสธารา" แน่ๆ!
เพราะท่านต้องทราบนะครับว่า เวลานี้จีนได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ นอกจากสร้างเขื่อนกั้นกระแสน้ำตามลำน้ำต่างๆ แล้ว ยังให้สัมปทานเอกชนสร้าง "เขื่อนแม่น้ำหลานซาง" ประกอบด้วยเขื่อนต่างๆ ๘ เขื่อน "กั้นแม่น้ำโขง" จากจำนวนทั้งหมด ๑๕ เขื่อน เสร็จไปแล้ว ๒-๓ เขื่อน คือเขื่อนมานวาน เขื่อนต้าเจ้าซัน และเขื่อนจิงหง
เขื่อนจิงหงนี่ คิดว่าคุ้นชื่อกันดี เพราะกั้นแม่น้ำโขงอยู่เหนือเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ในเขตมณฑลยูนนานนี่เอง ใกล้กับบ้านเรามาก ตอนนี้เดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว
ที่กำลังสร้าง และกำลังจะเสร็จคือ "เขื่อนเซี่ยวหวาน" ซึ่งใหญ่โตมโหระทึกจริงๆ ใครที่ยังไม่เคยกินปลาบึก ไม่เคยกินไค หรือสาหร่ายน้ำจืด ก็รีบๆ หากินซะ เพราะอีกไม่ช้า-ไม่นาน ด้วยบทบาท "จีนทดน้ำโขง" จะเปลี่ยนระบบนิเวศ และวิถีผู้คนสองฝั่งโขงนี้ไปจนหมด ไม่ว่าคนไทย คนลาว คนพม่า คนญวน และคนเขมร
"โตนเลสาป" ของเขมรที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์น่ะ เมื่อโครงการเขื่อนหลานซางนี้เสร็จหมด มีหวังจะค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นทะเลทรายทีละน้อย...ทีละน้อย เพราะเขื่อนนี้จะควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงไว้ทั้งหมดแต่ผู้เดียว!
น้ำน้อยก็กัก ใครอยู่ท้ายน้ำก็อดแห้ง-อดแล้ง น้ำล้นก็ปล่อย ใครอยู่ท้ายน้ำก็จมน้ำท่วมหัว-ท่วมหู นี่แหละ ผมจึงอยากให้ระวังกันไว้ เพราะสังเกตว่าน้ำมันจะมาเกินความต้องการ จีนก็จะเปิดเขื่อนระบายน้ำเอาตัวรอด แล้วพวกประเทศท้ายเขื่อนอย่างเรา เชียงราย-เหนือ, หนองคาย-อีสาน เป็นต้น
มันจะจมน้ำป๋อมแป๋มเอาน่ะนา ถ้าภาวะเอลนิโญแผลงฤทธิ์ใส่จีน!?
.....
ท่านว่าในระยะสัปดาห์มานี้ร้อนผิดปกติมั้ย เหตุที่ถามเพราะผมไม่แน่ใจว่า "ร้อนอยู่คนเดียว" หรือคนอื่นก็รู้สึกว่าอากาศประเทศไทย "ร้อนผิดปกติ" เหมือนผม เดี๋ยวนี้มาทำงานตอนบ่ายๆ ผมคว้าเสื้อได้ก็พาดบ่าเดินโทงๆ ขึ้นรถออกจากบ้านเลย นั่งจนตัวเย็นเป็นไอติมแล้วนั่นแหละค่อยสวม บางคนเขาก็ทักว่า "สงสัยไฟธาตุจะแตก" แต่ผมลองเลียบเคียงถามหลายๆ คนแล้ว เขาก็ร้อง "เออเนอะ...มันร้อนจริงๆ"!
ความจริง เมืองไทยมันก็ร้อนของมันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยไปสัมผัสความร้อนประเทศอื่น ก็เลยแยกไม่ออก-บอกไม่ถูกว่า ร้อนของเมืองไทย กับร้อนของเมืองอื่น มันเป็น "ความร้อน" ที่เหมือนกัน หรือร้อนเหมือนกัน แต่แตกต่างกัน?
จนกระทั่งผมไปดูไบ ซึ่งไม่เห็นใบอะไรเลย นอกจากทราย และนายใหญ่ก็ไม่เห็น คือมันนานมาแล้ว นั่นแหละครับถึงได้รู้ถึง "ร้อนที่แตกต่าง" ระหว่างร้อนชื้นแฉะของเมืองไทย กับร้อนแห้งแล้งของประเทศในทะเลทรายอย่างดูไบ มันร้อนเหมือนเข้าเตาไมโครเวฟ น้ำในเนื้อ-ในตัวจะถูกบิดจนแห้ง
เวลาหายใจเหมือนสูดเอาใบมีดโกนยิลเลตต์เข้าไปกรีดกลางกระหม่อม!
ผมก็เลยบอกท่านได้ว่า อากาศในระยะนี้ของบ้านเราคล้ายๆ อากาศในทะเลทราย มันร้อนเผาไอน้ำในอากาศจนแห้ง และอากาศที่แล้งน้ำนั่นแหละเกิดสภาพเบาบางยกกำลังสิบ ที่เราได้ยิน ฟ้าร้อง-ฟ้าแลบ-ฟ้าผ่า ด้วยลีลาและสำนวนชวนหวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่ละครั้งครืนครั่นยาวนานต่อเนื่องหลายระยะนั้น
ไม่ใช่สัญญาณอาเพศ-อาถรรพณ์อะไรหรอกครับ สภาพเบาบางยกกำลังสิบนั่นแหละ เมื่อเจอกับอากาศคนละชั้นบรรยากาศสภาพฝนซู่ซ่า ประกอบฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ผิดปกติอย่างตอนเย็นวานนี้ (๒๗ ส.ค.๕๒) จึงเกิดขึ้นบ่อยเป็นธรรมดา
แต่เดี๋ยวนี้ คนไทยด้วยกัน อยู่กรุงเทพฯ ด้วยกัน พูดเรื่องเดียวกันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ เพราะฝนฟ้าทุกวันนี้ท่านก็ Change เหมือนกัน สมมุติฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ แถวคลองเตย แต่คนอยู่แถวราชประสงค์ หรือสนามหลวง แดดแจ๋ ร้อนหัวจะแตก!
นั่นก็ยังพูดได้ว่าสถานที่ห่างกัน เอาที่เห็นจะจะลูกตา ขึ้นรถบนทางด่วนไปดินแดง ฝนตกซู่ๆ จนที่ปัดน้ำฝนปัดแทบไม่ทัน แต่แหงะไปดูทางด่วนคู่ขนานที่จะไปทางบางนา....ไม่มีฝนซักเม็ด
ดูซี...ฝนก็ยังเลือกข้าง นับประสาอะไรกะคน!?
เรื่องฝน-เรื่องน้ำนี่ ผมอยากจะบอกว่า "ไม่ใช่เรื่องไกลตัว" ของพวกเราอีกต่อไปแล้ว ต้องหันมาจับตาด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะต่อจากนี้ ในระยะเวลาที่ใกล้มาก น้ำจะไม่มาในลักษณะ "เรื่อยๆ มาเรียงๆ" หรอกครับ แต่จะมาฉับพลันทันด่วนในลักษณะ
"น้ำพุพุ่งซ่าน ไหลมาฉาดฉาน มันไหลจอกโครมจอกโครม มันดังจ้อกจ้อก..จ้อกจ้อก..โครมโครม" อย่างเพลงเขมรไทรโยค ที่ "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์" ทรงประพันธ์ไว้นั่นเชียว
ไม่ใช่ให้กลัว "เขื่อนแตก" ที่เมืองกาญจนบุรีหรอก มันเป็นเรื่องของคนท้องอืด-ท้องเฟ้อเขาพูดกัน แต่ผมอยากให้สังเกตกันว่า ตั้งแต่ต้นปีมา พื้นที่โลกหลายๆ แห่ง ที่น้ำไม่ท่วม ก็จะเกิดน้ำท่วม ที่ไม่เคยแห้งแล้ง ก็จะแห้งแล้ง ที่ฝนเคยตกต้องตามฤดูกาล ฝนก็จะหมดประจำเดือนไปเลย!
วันก่อน น้ำท่วมประเทศมองโกเลีย อยู่ในย่านที่ราบไซบีเรีย คาบเกี่ยวเขตพื้นที่จีนกับรัสเซีย ใครจะคิดว่าน้ำจะท่วมไซบีเรียได้ เท่าที่เคยไปเห็นพื้นสภาพด้วยลูกตา นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าน้ำจะท่วมได้ แล้ววันนี้ ชาวเมืองอูลานบาตอร์ก็ต้องจมน้ำต๋อมแต๋ม!
กรีซ-อเมริกา-อิตาลี-ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ มันแห้งจนไฟป่าเผาไปวอดวายมหาวินาศ เม็กซิโก-บราซิล ทั้งข้าวโพด ทั้งอ้อย ทั้งสัตว์เลี้ยง "ไม่มีน้ำซักหยด" มารดราก และลิ้น
"เอลนิโญ" สำแดงเดชแล้ว น้ำแถบเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังถูก "ภาวะโลกร้อน" เผาจนกลายเป็นมหาสมุทรน้ำเดือดบนเตาไฟไปแล้ว เป็นผลให้สภาพดินฟ้าอากาศทั่วโลกแปรปรวน สิ่งที่จะเกิดเป็นรูปธรรมให้เห็นด้วยตา จับต้องได้ "ด้วยชีวิต" เรียกกันในคำรวมว่า
"ภัยธรรมชาติ"!?
มันมาแน่ และมันมาแล้ว ถ้าพูดในมุมบวก บนความเห็นแก่ชาติตัวเองนิดหน่อย ผมก็อยากจะบอกว่า "พี่น้องเกษตรกรไทยเรา เตรียมตัวรวยกันแต่เนิ่นๆ เถอะครับ"
เพราะในความวิบัติ-ยับเยินจาก "ภัยธรรมชาติ" บนภาวะเอลนิโญ การผลิตอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะการเพาะปลูกจะพบอุปสรรค
ส่วนไทยเรา ถึงแม้จะหนีจากภัยเอลนิโญไม่พ้น แต่ในความล้นพ้นเหลือเฟือ เสียแล้วยังเหลือกิน-เหลือใช้ พร้อมขาย พร้อมแจกจ่ายประเทศอดอยากทั่วโลก
ตั้งสติให้ดี อย่ามีรัฐบาลโง่ รัฐมนตรีงั่ง และข้าราชการฝังเขี้ยว เท่านั้นแหละ พี่น้องเกษตรไทยจะหน้าใสกันถ้วนหน้า เลิกพูด เลิกสนใจ เลิกรอกินก๋วยเตี๋ยวฟรีจาก "แม้ว-ขี้โม้" ที่เอาน้ำตาลกรวดมาถ่ายรูปโชว์เป็น "เพชรเหมืองแม้ว"
เก็บเอาไปทำกระพรวนปลอกคอ ๓ เกลอหัวขวดเขาเถอะ!
มาพูดถึงมุมลบที่ไทยเราอาจต้องได้รับบ้าง จากเอลนิโญ ฝนที่เคยตก-ฝนจะแล้ง, จากที่น้ำไม่ท่วม-จะมิดหลังคา ฉะนั้น นับจากนี้ไป อย่ามัวสนุกกับงานจ๊อบรับจ้างใส่เสื้อสี ตีตีนตบอยู่เลย ในภาคเหนือ-ภาคอีสาน เพื่อความไม่ประมาท เตรียมการรับมือทั้งจากพายุฝน และทั้งจาก...น้ำโขง
สำหรับพี่น้องทางภาคใต้ ไม่ต้องพูดถึง หลายจังหวัดจมฝน-จมน้ำตามฤดูกาลอยู่แล้วในเวลานี้ ห่วงแต่พี่น้องอีสานและเหนือเท่านั้น ผมไม่บอกให้เลิกบูชาแม้วหรอก แต่อยากจะบอกว่า เก็บรักทักษิณไว้ชั่วคราว แล้วหันมารักตัวเอง รักครอบครัวตัวเอง รักสมบัติข้าวของตัวเองก่อน
เพราะ "ภัยจากน้ำ" มันมาแน่!
ลองน้ำท่วมมองโกเลีย ผมว่าในบางมณฑลของจีนยากจะหนีวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ผมก็เลยหวั่นใจถึงประเทศริมฝั่งโขง อย่าง ลาว-เขมร-ญวน นั่นก็เรื่องเขา แต่เรื่องเรา คือประเทศไทยเรา โดยเฉพาะทางเหนือที่เชียงราย และทางอีสานตลอดรายทางที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ผมกลัวว่า จีนจะปล่อยน้ำจากเขื่อนตอนบนบ่าท้นลงมาท่วมทับพื้นที่ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างไทยเราด้วยนี่ซี
ผมถึงว่า ถ้าน้ำมาเที่ยวนี้ละก็ จะมาแบบ จ้อกโครม...จ้อกโครม เลยทีเดียว ไม่มาแบบหวานซึ้ง "สุขจริง อิงกระแสธารา" แน่ๆ!
เพราะท่านต้องทราบนะครับว่า เวลานี้จีนได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ นอกจากสร้างเขื่อนกั้นกระแสน้ำตามลำน้ำต่างๆ แล้ว ยังให้สัมปทานเอกชนสร้าง "เขื่อนแม่น้ำหลานซาง" ประกอบด้วยเขื่อนต่างๆ ๘ เขื่อน "กั้นแม่น้ำโขง" จากจำนวนทั้งหมด ๑๕ เขื่อน เสร็จไปแล้ว ๒-๓ เขื่อน คือเขื่อนมานวาน เขื่อนต้าเจ้าซัน และเขื่อนจิงหง
เขื่อนจิงหงนี่ คิดว่าคุ้นชื่อกันดี เพราะกั้นแม่น้ำโขงอยู่เหนือเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ในเขตมณฑลยูนนานนี่เอง ใกล้กับบ้านเรามาก ตอนนี้เดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว
ที่กำลังสร้าง และกำลังจะเสร็จคือ "เขื่อนเซี่ยวหวาน" ซึ่งใหญ่โตมโหระทึกจริงๆ ใครที่ยังไม่เคยกินปลาบึก ไม่เคยกินไค หรือสาหร่ายน้ำจืด ก็รีบๆ หากินซะ เพราะอีกไม่ช้า-ไม่นาน ด้วยบทบาท "จีนทดน้ำโขง" จะเปลี่ยนระบบนิเวศ และวิถีผู้คนสองฝั่งโขงนี้ไปจนหมด ไม่ว่าคนไทย คนลาว คนพม่า คนญวน และคนเขมร
"โตนเลสาป" ของเขมรที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์น่ะ เมื่อโครงการเขื่อนหลานซางนี้เสร็จหมด มีหวังจะค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นทะเลทรายทีละน้อย...ทีละน้อย เพราะเขื่อนนี้จะควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงไว้ทั้งหมดแต่ผู้เดียว!
น้ำน้อยก็กัก ใครอยู่ท้ายน้ำก็อดแห้ง-อดแล้ง น้ำล้นก็ปล่อย ใครอยู่ท้ายน้ำก็จมน้ำท่วมหัว-ท่วมหู นี่แหละ ผมจึงอยากให้ระวังกันไว้ เพราะสังเกตว่าน้ำมันจะมาเกินความต้องการ จีนก็จะเปิดเขื่อนระบายน้ำเอาตัวรอด แล้วพวกประเทศท้ายเขื่อนอย่างเรา เชียงราย-เหนือ, หนองคาย-อีสาน เป็นต้น
มันจะจมน้ำป๋อมแป๋มเอาน่ะนา ถ้าภาวะเอลนิโญแผลงฤทธิ์ใส่จีน!?
.....
ป้ายกำกับ:
น้ำจะท่วมฟ้า,
ปลาจะกินดาว,
เปลว สีเงิน
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ดึงฟ้าต่ำ



"ฎีกาเสื้อแดง"กับการรับมือที่"ไร้สติ"
โดย เปลว สีเงิน
ที่จริงแล้ว "เรื่อง-ทุกเรื่อง" เมื่อเกิดขึ้น ก็ย่อมมี "ทางออก-ทางไป" ของมันอยู่ในตัว ภาษาพระบอกว่า "เป็นไปตามเหตุปัจจัย" ภาษาหนังกำลังภายในบอกว่า "มาทางไหน-ไปทางนั้น" ภาษาชาวบ้านบอกว่า "เมื่อสานก้นได้ก็ต้องไปถึงขอบ" เมื่อใคร่ครวญเช่นนี้แล้ว ผมจึงแปลกใจว่า ทำไม...ใครต่อใครทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์ จึงได้วิตกทุกข์ร้อนและกระวนกระวายกันนักในกรณี "เสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกา"
เราใช้สัญชาตญาณแทนสติกันมากไปหรือเปล่า น่าจะหาเวลาทบทวนเรื่องราวเพื่อหาคำตอบกันสักนิด แล้วประเทศไทยจะได้ชื่อว่า "พาราสาวัตถีคนมีสตินำชาติ" ซึ่งมีแต่เยี่ยงนี้เท่านั้น ปัญหาทั้งหลาย-ทั้งปวงในรอบ ๒-๓ ปีที่หมักหมมถมทับจนส่ายหน้าพูดกันว่า "หมดทางออก"นั้น
เราก็จะพบ "ทางออก" พรุนไปหมด
เพราะอย่างน้อยที่สุด "ทางออก" มันอยู่ตรง "ทางเข้า" นั่นแหละ!
ความรู้สึกตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ ที่ว่า "ไม่มีทางออก" นั้น เพราะเรามองเรื่องราวนั้นๆ เหมือนมองผ่านน้ำขุ่น "ขุ่น" นั้นคือมองด้วยความว้าวุ่น-ไร้สติ ฉะนั้น ทั้งที่บางทีก็ตื้นๆ แต่ใจที่ไร้สติ ทำให้กรอบวินิจฉัยยิ่งตื้นกว่า มองเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เห็นก้นตุ่ม-ก้นกะลาซักที!?
หรือนอนๆ อยู่ ได้ยินเสียงใครไม่รู้ตะโกน ไฟไหม้..ไฟไหม้..ก็ไม่ดูเหนือ-ดูใต้ โดดผลุงด้วยตกใจอุ้มตุ่มน้ำทั้งใบฝ่าเปลวไฟออกจากบ้าน พอหายตกใจก็ต้องนั่งกอดตุ่มร้องไห้
กู...ทำไมมันน่าละอายอย่างนี้ ลูก-เมีย-เงิน-ทอง ในบ้านแทนที่จะจัดลำดับความสำคัญแล้วช่วยให้รอดจากกองไฟก่อน แต่นี่..ดันไปอุ้มเอาแต่ตุ่มน้ำหนีไฟ โศกจนตายก็ไม่หาย...งั่ง!
ฉะนั้น กุญแจดอกสำคัญที่สามารถ "ไขทุกปัญหา" ให้จ้ากระจ่าง คือ "สติ" ต้องนำหน้า "สัญชาตญาณ" อย่างปัญหาคนเสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกา มหาดไทยหันซ้าย-หันขวา ก็คิดแก้ด้วยสูตร ๑+๑=๒
มึงล่ารายชื่อถวายฎีกา กูก็จะล่ารายชื่อถอนถวายฎีกา พอเห็นท่าไม่เวิร์ก เพราะยอกย้อนสับสน ก็เอาใหม่ ให้แต่ละจังหวัด ล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกา!?
ฝ่ายรัฐบาล หันรี-หันขวางอยู่หลายวัน จนวันสุดท้ายของการล่าชื่อของคนเสื้อแดง ก็ออกโทรทัศน์ชี้แจงว่าทำไม่ได้ ครับ..ถ้าทำได้ก็คงไม่ต้องออกโทรทัศน์ใช่มั้ย ก็ว่ากันไปต่างๆ นานา
รายการคนเสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกาก็เลยเหมือนลูกตะกร้อ โด่งดังแพร่หลายชนิดไม่ตกพื้น คนที่ไม่รู้ก็ได้รู้ คนที่รู้ก็ยิ่งคึก
ยิ่งทักษิณพระเอกของเรื่อง จากปากต่อปาก-สื่อต่อสื่อ ดังยกกำลัง ๒ ไปเลย ชื่อและบทบาทได้รับการโปรโมต "ยกชั้น" คู่ไปกับนามสถาบัน ทั้งจากสื่อรัฐ-สื่อราษฎร์ แม้กระทั่งจากปากนายกรัฐมนตรีเอง!
เรียกว่ารายการนี้ "ทักษิณ-เสื้อแดง-สามเกลอหัวขวด" พบความสำเร็จทางการตลาดเกินคาด "ลงทุนร้อย-กำไรล้าน" อีกครั้งหนึ่ง!
ผมไม่ได้หมายถึงว่า ไม่ให้รัฐบาล หรือใครๆ ออกมาทำอะไร แต่ผมหมายถึงว่า "ความรู้สึกช้า" ของรัฐบาลนั้น มันทำให้เรื่องนี้เข้าตำรา "กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้" ไปหรือเปล่า คือแทนที่จะปูพื้นฐานด้วยกฎระเบียบการขอพระราชทานอภัยโทษให้ประชาชนเข้าใจแต่เริ่มแรก แต่ก็ไม่ทำอะไรเลย
ปล่อยให้ ๓ เกลอหัวขวดล่ารายชื่อไปจนวันสุดท้ายถึงได้ออกมาเต้นแร้ง-เต้นกา ในขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงยัดเยียดข้อมูลใส่ความว่างเปล่าของสมองชาวบ้านในด้านความรู้เกี่ยวกับกฎกติกาไปหมดแล้วว่า
"พวกเขาทำได้ เพราะทำในนิยามความผูกพันพ่อกับลูก เหมือนเมื่อครั้งการปกครองสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช"!
กำปั้นศรีธนญชัยทุบดินก็จริง แต่สังคมไทยที่อ่านหนังสือกันเฉลี่ยแล้วคนละ ๗ บรรทัด/ปี มันเห็นภาพประชาธิปไตยสมัยพ่อขุนรามฯ ที่ "ใครทุกข์ร้อนก็สั่นกระดิ่ง" หน้าประตูวัง บนความแนบแน่นว่า "ที่พึ่งสุดท้าย" ของทุกสิ่ง-ทุกอย่างที่หมดหวัง คือ "พระเจ้าแผ่นดิน"
ซึ่งมันคนละกรณี คนละยุคสมัย คนละเรื่อง-คนละราว อันไม่สามารถโมเมสรุปรวมเป็น "คนละเรื่องเดียวกัน" ได้เลย แต่ ๓ เกลอหัวขวดทำได้ เพราะฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ควบคุมสื่อรัฐ "พูดได้" แต่ทำอะไร "ไม่เป็น"!
บวกกับลักษณะสังคมไทยที่ "คนเจริญด้วยการศึกษาไม่ทันกับการก้าวหน้าทางวัตถุ" ฟังแล้วบอก...ใช่เลย เพราะไม่อย่างนั้น จะมีคนยอมเผาบ้าน-เผาเมือง ด้วยเชื่อคำโหกครั้งแล้ว-ครั้งเล่าของของคนโกงชาติ-โกงแผ่นดินชนิดฝังหัวหรือ?
อันที่จริงแล้ว กฎระเบียบ ขั้นตอน อันว่าด้วยเรื่องการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ นั้น มีอยู่ครบถ้วนหมดแล้ว ถ้าเปรียบก็เหมือนถนนสายหนึ่งที่มีป้ายบอกทางแยก ทางเลี้ยวไว้เสร็จสรรพในแต่ละระยะ ใครมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน ก็ขับไปตามป้ายบอกทางก็ย่อมถึงจุดหมายได้
ส่วนใครจะดันทุรัง บอกทางตันก็จะผ่าไป บอกเลี้ยวซ้าย ก็ดื้อรั้นว่าโลกกลม...จะเลี้ยวขวา บอกให้หยุดระวังรถไฟ ก็บอกสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล...จะไปซะอย่างใครจะทำไม?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องปล่อยให้เขาไปตามทางที่เขาเลือกเอง และเขาก็ต้องไปเผชิญในแต่ละจุดที่เขาเฉไฉแหกไปเอง ส่วนผลที่ได้รับจากการแหกด่าน แหกกฎระเบียบนั้น มันก็เป็นเรื่องที่เขาเข้าใจอยู่แล้ว เพราะแกนนำเสื้อแเดงแต่ละคน ไม่ใช่ควาย ระดับอดีตคนในวงการตุลาการก็มีด้วยซ้ำ!
นั่นคือ ก่อนที่ฝ่ายรัฐ หรือฝ่ายไหนจะโวยวายปกป้องสถาบันเหมือนคนอุ้มตุ่มน้ำหนีไฟ ค่อยๆ เรียบเรียงเรื่องราว "ด้วยสติ" เพื่อรับมือให้ถูกต้องในแต่ละขั้นตอนจะดีกว่าไหม?
ก่อนอื่น ทำป้ายบอกทางให้คนสัญจรรู้ชัดครบถ้วนแล้วหรือยังว่า ฎีกาแบบไหนใช้ได้-ฎีกาแบบไหนใช้ไม่ได้ ส่วนพวกเสื้อแดง "รู้แล้ว-แต่จะแหกป้ายเอง" นั่นก็ช่างเขา แต่เราต้องบอกกล่าวถึง "มาตรฐานตามกฎหมาย" ให้สุจริตชนทราบกันอย่างแพร่หลาย เมื่อทราบกันทั่วไปแล้ว รัฐบาลหรือใครๆ ก็ไม่ต้องไปจ้ำจี้-จ้ำไชวายโวยอะไรอีก
เพราะชาวบ้านเขาจะ "ตรวจหวย" กันเอง ใครผิด-ใครถูก ก็รู้กันได้เองตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลประกาศให้ทราบแพร่หลาย เช่น คนเสื้อแดงบอก "ถวายฎีกา" ชาวบ้านก็จะเทียบเคียงดูได้เองว่า
๑.เขาฎีกาด้วยเรื่องอะไร เป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ ด้วยข้อความตามที่ "นายวีระ มุสิกพงศ์" เคยแจกจ่ายเมื่อ ๒ ก.ค.อันเป็นข้อความที่ก้าวร้าว-บีบคั้น-ท้าทายพระราชอำนาจอย่างยิ่ง หรือเป็นฎีกาด้วยข้อความอื่นใด?
๒.ขณะนี้ คนเสื้อแดงยังไม่ได้ยื่นฎีกาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงอ้างว่าอยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อ ถือว่ากรรมยังไม่ครบองค์เจตนา
๓.ตามเจตนาที่ทราบกันอยู่ คนเสื้อแดงจะฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษใน "โทษจำคุก ๒ ปี" ให้กับทักษิณ เมื่อเป็นกรณีนี้ ก็ต้องไปพลิก "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๗ มาตรา ๒๕๙-๒๖๗" ว่าพวกเสื้อแดงทำเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งหลักเกณฑ์คร่าวๆ ของคนที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ "เฉพาะราย" ได้ มีดังนี้
ก.คดีถึงที่สุด และรับโทษอยู่ในเรือนจำ
ข.ต้องสำนึกผิดในโทษที่ตัวเองได้รับ จากการที่ได้กระทำผิดลงไป
ค.ตัวนักโทษเอง หรือพ่อ-แม่-คู่สมรส-ลูก เท่านั้น เป็นผู้ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ฆ..ยื่นหนังสือนั้นผ่านพัศดี หรือผู้บัญชาการเรือนจำ หรือ รมว.ยุติธรรม และผู้รับหนังสือจะออก "ใบรับ" ให้
ง.พัศดี หรือ ผบ.เรือนจำ ต้องส่งหนังสือนั้นไปยัง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม"
จ.รัฐมนตรียุติธรรมต้องนำเรื่องเข้า ครม.พิจารณา เพื่อส่งต่อไปยัง "สำนักราชเลขาธิการ"
ฉ.สำนักราชเลขาธิการพิจารณาแล้วส่งเรื่องไปยัง "คณะองคมนตรี"
ช.คณะองคมนตรีกลั่นกรองแล้ว ก็จะนำฎีกานั้นขึ้นกราบบังคมทูลฯ
ซ.จะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์
ฌ.เมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างใด สำนักราชเลขาธิการก็จะส่งผลฎีกานั้นให้ทางกรมราชทัณฑ์ทราบ
ญ.ทางกรมราชทัณฑ์จะแจ้งผลฎีกานั้นให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาทราบเป็นขั้นตอนสุดท้าย
เนี่ยะ...ประตู-หน้าต่างอันเป็น "ทางเข้า-ทางออก" ของปัญหามีอยู่พร้อมหมด ไม่เห็นต้องโกลาหลเป็นไฟไหม้กรุงลงกา รัฐบาลก็เอาแต่ "ความรู้สึก" มาบอกชาวบ้านเท่านั้นว่า..ทำไม่ได้..ทำไม่ได้..แต่มันไม่ได้ยังไงไม่เคยบอก เพิ่งมาออกโทรทัศน์เอาวันที่เขาเลิกล่ารายชื่อกันแล้วนั่นแหละ!
ถ้ามีสติ และรับมือเรื่องราวไปตามขั้นตอนของมัน ป่านนี้การล่ารายชื่อของพวกเสื้อแดงฝ่อไปแล้ว กลายเป็นตัวตลกกลางแดดไปด้วยซ้ำ เพราะสุจริตชนทั้งหลายจะเห็นชัดด้วยความเข้าใจว่า มันไม่เข้ากรอบกฎกติกาตรงไหนที่พวกเสื้อแดงจะถวายฎีภาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ในคุก-ในตะราง
คือไม่มีตัวตนคนทำความผิด แล้วจะอภัยโทษให้ผีสางงั้นหรือ?
คงนึกว่าทำได้ เหมือนทำกงเต็กให้ทักษิณเมื่อ ๒๖ ก.ค.ที่วัดแก้วฟ้างั้นซี?
และเมื่อล่ารายชื่อทำฎีกาแล้ว จะไปยื่นช่องทางไหนล่ะ ที่เรือนจำก็ไม่ได้ ที่รัฐมนตรียุติธรรมก็ไม่ได้ ที่สำนักราชเลขาธิการก็ไม่ได้ ที่สำนักพระราชวังก็ไม่ได้ สมมุติว่าดันทุรังทำเถื่อนๆ ไปตามประสาแดงทักษิณ ไปยื่นที่สำนักราชเลขาธิการ
เขามีมรรยาท เขาก็รับหนังสือไว้ และในเมื่อหนังสือนั้นไม่ได้มาตามขั้นตอนกฎหมาย ก็เป็นความชอบธรรมทางกฎหมายอยู่เองที่สำนักราชฯ จะจบขั้นตอนอยู่ตรงนั้น เพราะไม่สามารถนำเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายส่งคณะองคมนตรีได้
เมื่อเสื้อแดงไปทวงถาม หรือไม่ต้องรอให้ไปทวงถาม สำนักราชเลขาธิการจะตอบกลับให้เสื้อแดงทราบก็ได้ว่า "ฎีกานั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ดังนั้น ทางสำนักราชเลขาธิการจึงไม่สามารถนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ได้" ก็ยุติเป็นที่สุดอยู่ตรงนั้น
เนี่ยะ...ทุกอย่างมีขั้น-มีตอน มีกรอบกฎหมายเป็นระเบียบปฏิบัติ ใครจะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ
-อ้างสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่เสื้อแดงทำทุกอย่างเพื่อให้ทักษิณได้รับสิทธิพิเศษแบบ "เผด็จการเหนือกฎหมาย"
-ประณามอำมาตยาธิปไตย แต่ชูอำมาตยาธิปไตยสมัยพ่อขุนรามฯ มาลบล้างกฎหมายประชาธิปไตย ด้วยให้ใช้ระบบ "อำนาจนอกกฎหมาย" อภัยโทษให้ทักษิณ โดยที่ทักษิณไม่ยอมรับโทษใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างนี้ ๓ เกลอหัวขวด มันควร "หัวหด" มากกว่า "ตำรวจ-ทหาร-รัฐบาล" จะหด จริงมั้ย?.
โดย เปลว สีเงิน
ที่จริงแล้ว "เรื่อง-ทุกเรื่อง" เมื่อเกิดขึ้น ก็ย่อมมี "ทางออก-ทางไป" ของมันอยู่ในตัว ภาษาพระบอกว่า "เป็นไปตามเหตุปัจจัย" ภาษาหนังกำลังภายในบอกว่า "มาทางไหน-ไปทางนั้น" ภาษาชาวบ้านบอกว่า "เมื่อสานก้นได้ก็ต้องไปถึงขอบ" เมื่อใคร่ครวญเช่นนี้แล้ว ผมจึงแปลกใจว่า ทำไม...ใครต่อใครทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์ จึงได้วิตกทุกข์ร้อนและกระวนกระวายกันนักในกรณี "เสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกา"
เราใช้สัญชาตญาณแทนสติกันมากไปหรือเปล่า น่าจะหาเวลาทบทวนเรื่องราวเพื่อหาคำตอบกันสักนิด แล้วประเทศไทยจะได้ชื่อว่า "พาราสาวัตถีคนมีสตินำชาติ" ซึ่งมีแต่เยี่ยงนี้เท่านั้น ปัญหาทั้งหลาย-ทั้งปวงในรอบ ๒-๓ ปีที่หมักหมมถมทับจนส่ายหน้าพูดกันว่า "หมดทางออก"นั้น
เราก็จะพบ "ทางออก" พรุนไปหมด
เพราะอย่างน้อยที่สุด "ทางออก" มันอยู่ตรง "ทางเข้า" นั่นแหละ!
ความรู้สึกตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ ที่ว่า "ไม่มีทางออก" นั้น เพราะเรามองเรื่องราวนั้นๆ เหมือนมองผ่านน้ำขุ่น "ขุ่น" นั้นคือมองด้วยความว้าวุ่น-ไร้สติ ฉะนั้น ทั้งที่บางทีก็ตื้นๆ แต่ใจที่ไร้สติ ทำให้กรอบวินิจฉัยยิ่งตื้นกว่า มองเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เห็นก้นตุ่ม-ก้นกะลาซักที!?
หรือนอนๆ อยู่ ได้ยินเสียงใครไม่รู้ตะโกน ไฟไหม้..ไฟไหม้..ก็ไม่ดูเหนือ-ดูใต้ โดดผลุงด้วยตกใจอุ้มตุ่มน้ำทั้งใบฝ่าเปลวไฟออกจากบ้าน พอหายตกใจก็ต้องนั่งกอดตุ่มร้องไห้
กู...ทำไมมันน่าละอายอย่างนี้ ลูก-เมีย-เงิน-ทอง ในบ้านแทนที่จะจัดลำดับความสำคัญแล้วช่วยให้รอดจากกองไฟก่อน แต่นี่..ดันไปอุ้มเอาแต่ตุ่มน้ำหนีไฟ โศกจนตายก็ไม่หาย...งั่ง!
ฉะนั้น กุญแจดอกสำคัญที่สามารถ "ไขทุกปัญหา" ให้จ้ากระจ่าง คือ "สติ" ต้องนำหน้า "สัญชาตญาณ" อย่างปัญหาคนเสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกา มหาดไทยหันซ้าย-หันขวา ก็คิดแก้ด้วยสูตร ๑+๑=๒
มึงล่ารายชื่อถวายฎีกา กูก็จะล่ารายชื่อถอนถวายฎีกา พอเห็นท่าไม่เวิร์ก เพราะยอกย้อนสับสน ก็เอาใหม่ ให้แต่ละจังหวัด ล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกา!?
ฝ่ายรัฐบาล หันรี-หันขวางอยู่หลายวัน จนวันสุดท้ายของการล่าชื่อของคนเสื้อแดง ก็ออกโทรทัศน์ชี้แจงว่าทำไม่ได้ ครับ..ถ้าทำได้ก็คงไม่ต้องออกโทรทัศน์ใช่มั้ย ก็ว่ากันไปต่างๆ นานา
รายการคนเสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกาก็เลยเหมือนลูกตะกร้อ โด่งดังแพร่หลายชนิดไม่ตกพื้น คนที่ไม่รู้ก็ได้รู้ คนที่รู้ก็ยิ่งคึก
ยิ่งทักษิณพระเอกของเรื่อง จากปากต่อปาก-สื่อต่อสื่อ ดังยกกำลัง ๒ ไปเลย ชื่อและบทบาทได้รับการโปรโมต "ยกชั้น" คู่ไปกับนามสถาบัน ทั้งจากสื่อรัฐ-สื่อราษฎร์ แม้กระทั่งจากปากนายกรัฐมนตรีเอง!
เรียกว่ารายการนี้ "ทักษิณ-เสื้อแดง-สามเกลอหัวขวด" พบความสำเร็จทางการตลาดเกินคาด "ลงทุนร้อย-กำไรล้าน" อีกครั้งหนึ่ง!
ผมไม่ได้หมายถึงว่า ไม่ให้รัฐบาล หรือใครๆ ออกมาทำอะไร แต่ผมหมายถึงว่า "ความรู้สึกช้า" ของรัฐบาลนั้น มันทำให้เรื่องนี้เข้าตำรา "กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้" ไปหรือเปล่า คือแทนที่จะปูพื้นฐานด้วยกฎระเบียบการขอพระราชทานอภัยโทษให้ประชาชนเข้าใจแต่เริ่มแรก แต่ก็ไม่ทำอะไรเลย
ปล่อยให้ ๓ เกลอหัวขวดล่ารายชื่อไปจนวันสุดท้ายถึงได้ออกมาเต้นแร้ง-เต้นกา ในขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงยัดเยียดข้อมูลใส่ความว่างเปล่าของสมองชาวบ้านในด้านความรู้เกี่ยวกับกฎกติกาไปหมดแล้วว่า
"พวกเขาทำได้ เพราะทำในนิยามความผูกพันพ่อกับลูก เหมือนเมื่อครั้งการปกครองสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช"!
กำปั้นศรีธนญชัยทุบดินก็จริง แต่สังคมไทยที่อ่านหนังสือกันเฉลี่ยแล้วคนละ ๗ บรรทัด/ปี มันเห็นภาพประชาธิปไตยสมัยพ่อขุนรามฯ ที่ "ใครทุกข์ร้อนก็สั่นกระดิ่ง" หน้าประตูวัง บนความแนบแน่นว่า "ที่พึ่งสุดท้าย" ของทุกสิ่ง-ทุกอย่างที่หมดหวัง คือ "พระเจ้าแผ่นดิน"
ซึ่งมันคนละกรณี คนละยุคสมัย คนละเรื่อง-คนละราว อันไม่สามารถโมเมสรุปรวมเป็น "คนละเรื่องเดียวกัน" ได้เลย แต่ ๓ เกลอหัวขวดทำได้ เพราะฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ควบคุมสื่อรัฐ "พูดได้" แต่ทำอะไร "ไม่เป็น"!
บวกกับลักษณะสังคมไทยที่ "คนเจริญด้วยการศึกษาไม่ทันกับการก้าวหน้าทางวัตถุ" ฟังแล้วบอก...ใช่เลย เพราะไม่อย่างนั้น จะมีคนยอมเผาบ้าน-เผาเมือง ด้วยเชื่อคำโหกครั้งแล้ว-ครั้งเล่าของของคนโกงชาติ-โกงแผ่นดินชนิดฝังหัวหรือ?
อันที่จริงแล้ว กฎระเบียบ ขั้นตอน อันว่าด้วยเรื่องการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ นั้น มีอยู่ครบถ้วนหมดแล้ว ถ้าเปรียบก็เหมือนถนนสายหนึ่งที่มีป้ายบอกทางแยก ทางเลี้ยวไว้เสร็จสรรพในแต่ละระยะ ใครมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน ก็ขับไปตามป้ายบอกทางก็ย่อมถึงจุดหมายได้
ส่วนใครจะดันทุรัง บอกทางตันก็จะผ่าไป บอกเลี้ยวซ้าย ก็ดื้อรั้นว่าโลกกลม...จะเลี้ยวขวา บอกให้หยุดระวังรถไฟ ก็บอกสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล...จะไปซะอย่างใครจะทำไม?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องปล่อยให้เขาไปตามทางที่เขาเลือกเอง และเขาก็ต้องไปเผชิญในแต่ละจุดที่เขาเฉไฉแหกไปเอง ส่วนผลที่ได้รับจากการแหกด่าน แหกกฎระเบียบนั้น มันก็เป็นเรื่องที่เขาเข้าใจอยู่แล้ว เพราะแกนนำเสื้อแเดงแต่ละคน ไม่ใช่ควาย ระดับอดีตคนในวงการตุลาการก็มีด้วยซ้ำ!
นั่นคือ ก่อนที่ฝ่ายรัฐ หรือฝ่ายไหนจะโวยวายปกป้องสถาบันเหมือนคนอุ้มตุ่มน้ำหนีไฟ ค่อยๆ เรียบเรียงเรื่องราว "ด้วยสติ" เพื่อรับมือให้ถูกต้องในแต่ละขั้นตอนจะดีกว่าไหม?
ก่อนอื่น ทำป้ายบอกทางให้คนสัญจรรู้ชัดครบถ้วนแล้วหรือยังว่า ฎีกาแบบไหนใช้ได้-ฎีกาแบบไหนใช้ไม่ได้ ส่วนพวกเสื้อแดง "รู้แล้ว-แต่จะแหกป้ายเอง" นั่นก็ช่างเขา แต่เราต้องบอกกล่าวถึง "มาตรฐานตามกฎหมาย" ให้สุจริตชนทราบกันอย่างแพร่หลาย เมื่อทราบกันทั่วไปแล้ว รัฐบาลหรือใครๆ ก็ไม่ต้องไปจ้ำจี้-จ้ำไชวายโวยอะไรอีก
เพราะชาวบ้านเขาจะ "ตรวจหวย" กันเอง ใครผิด-ใครถูก ก็รู้กันได้เองตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลประกาศให้ทราบแพร่หลาย เช่น คนเสื้อแดงบอก "ถวายฎีกา" ชาวบ้านก็จะเทียบเคียงดูได้เองว่า
๑.เขาฎีกาด้วยเรื่องอะไร เป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ ด้วยข้อความตามที่ "นายวีระ มุสิกพงศ์" เคยแจกจ่ายเมื่อ ๒ ก.ค.อันเป็นข้อความที่ก้าวร้าว-บีบคั้น-ท้าทายพระราชอำนาจอย่างยิ่ง หรือเป็นฎีกาด้วยข้อความอื่นใด?
๒.ขณะนี้ คนเสื้อแดงยังไม่ได้ยื่นฎีกาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงอ้างว่าอยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อ ถือว่ากรรมยังไม่ครบองค์เจตนา
๓.ตามเจตนาที่ทราบกันอยู่ คนเสื้อแดงจะฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษใน "โทษจำคุก ๒ ปี" ให้กับทักษิณ เมื่อเป็นกรณีนี้ ก็ต้องไปพลิก "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๗ มาตรา ๒๕๙-๒๖๗" ว่าพวกเสื้อแดงทำเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งหลักเกณฑ์คร่าวๆ ของคนที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ "เฉพาะราย" ได้ มีดังนี้
ก.คดีถึงที่สุด และรับโทษอยู่ในเรือนจำ
ข.ต้องสำนึกผิดในโทษที่ตัวเองได้รับ จากการที่ได้กระทำผิดลงไป
ค.ตัวนักโทษเอง หรือพ่อ-แม่-คู่สมรส-ลูก เท่านั้น เป็นผู้ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ฆ..ยื่นหนังสือนั้นผ่านพัศดี หรือผู้บัญชาการเรือนจำ หรือ รมว.ยุติธรรม และผู้รับหนังสือจะออก "ใบรับ" ให้
ง.พัศดี หรือ ผบ.เรือนจำ ต้องส่งหนังสือนั้นไปยัง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม"
จ.รัฐมนตรียุติธรรมต้องนำเรื่องเข้า ครม.พิจารณา เพื่อส่งต่อไปยัง "สำนักราชเลขาธิการ"
ฉ.สำนักราชเลขาธิการพิจารณาแล้วส่งเรื่องไปยัง "คณะองคมนตรี"
ช.คณะองคมนตรีกลั่นกรองแล้ว ก็จะนำฎีกานั้นขึ้นกราบบังคมทูลฯ
ซ.จะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์
ฌ.เมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างใด สำนักราชเลขาธิการก็จะส่งผลฎีกานั้นให้ทางกรมราชทัณฑ์ทราบ
ญ.ทางกรมราชทัณฑ์จะแจ้งผลฎีกานั้นให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาทราบเป็นขั้นตอนสุดท้าย
เนี่ยะ...ประตู-หน้าต่างอันเป็น "ทางเข้า-ทางออก" ของปัญหามีอยู่พร้อมหมด ไม่เห็นต้องโกลาหลเป็นไฟไหม้กรุงลงกา รัฐบาลก็เอาแต่ "ความรู้สึก" มาบอกชาวบ้านเท่านั้นว่า..ทำไม่ได้..ทำไม่ได้..แต่มันไม่ได้ยังไงไม่เคยบอก เพิ่งมาออกโทรทัศน์เอาวันที่เขาเลิกล่ารายชื่อกันแล้วนั่นแหละ!
ถ้ามีสติ และรับมือเรื่องราวไปตามขั้นตอนของมัน ป่านนี้การล่ารายชื่อของพวกเสื้อแดงฝ่อไปแล้ว กลายเป็นตัวตลกกลางแดดไปด้วยซ้ำ เพราะสุจริตชนทั้งหลายจะเห็นชัดด้วยความเข้าใจว่า มันไม่เข้ากรอบกฎกติกาตรงไหนที่พวกเสื้อแดงจะถวายฎีภาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ในคุก-ในตะราง
คือไม่มีตัวตนคนทำความผิด แล้วจะอภัยโทษให้ผีสางงั้นหรือ?
คงนึกว่าทำได้ เหมือนทำกงเต็กให้ทักษิณเมื่อ ๒๖ ก.ค.ที่วัดแก้วฟ้างั้นซี?
และเมื่อล่ารายชื่อทำฎีกาแล้ว จะไปยื่นช่องทางไหนล่ะ ที่เรือนจำก็ไม่ได้ ที่รัฐมนตรียุติธรรมก็ไม่ได้ ที่สำนักราชเลขาธิการก็ไม่ได้ ที่สำนักพระราชวังก็ไม่ได้ สมมุติว่าดันทุรังทำเถื่อนๆ ไปตามประสาแดงทักษิณ ไปยื่นที่สำนักราชเลขาธิการ
เขามีมรรยาท เขาก็รับหนังสือไว้ และในเมื่อหนังสือนั้นไม่ได้มาตามขั้นตอนกฎหมาย ก็เป็นความชอบธรรมทางกฎหมายอยู่เองที่สำนักราชฯ จะจบขั้นตอนอยู่ตรงนั้น เพราะไม่สามารถนำเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายส่งคณะองคมนตรีได้
เมื่อเสื้อแดงไปทวงถาม หรือไม่ต้องรอให้ไปทวงถาม สำนักราชเลขาธิการจะตอบกลับให้เสื้อแดงทราบก็ได้ว่า "ฎีกานั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ดังนั้น ทางสำนักราชเลขาธิการจึงไม่สามารถนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ได้" ก็ยุติเป็นที่สุดอยู่ตรงนั้น
เนี่ยะ...ทุกอย่างมีขั้น-มีตอน มีกรอบกฎหมายเป็นระเบียบปฏิบัติ ใครจะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ
-อ้างสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่เสื้อแดงทำทุกอย่างเพื่อให้ทักษิณได้รับสิทธิพิเศษแบบ "เผด็จการเหนือกฎหมาย"
-ประณามอำมาตยาธิปไตย แต่ชูอำมาตยาธิปไตยสมัยพ่อขุนรามฯ มาลบล้างกฎหมายประชาธิปไตย ด้วยให้ใช้ระบบ "อำนาจนอกกฎหมาย" อภัยโทษให้ทักษิณ โดยที่ทักษิณไม่ยอมรับโทษใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างนี้ ๓ เกลอหัวขวด มันควร "หัวหด" มากกว่า "ตำรวจ-ทหาร-รัฐบาล" จะหด จริงมั้ย?.
ป้ายกำกับ:
ฎีกาเสื้อแดง,
ดึงฟ้าต่ำ,
เปลว สีเงิน,
ไร้สติ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
