แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปลว สีเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปลว สีเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แก้รัฐธรรมนูญ...แก้แล้ว(ใคร)ได้อะไร?

โดย

งานแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลผสมประชาธิปัตย์เหมือน "ควายจมปลัก" ตัวเองก็แสดงเจตนาแต่ต้นแล้วว่า "ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐" ในขณะที่ "เพื่อไทย" เขาก็ไปตามลีลาของเขา "มึงมาซ้าย-กูไปขวา, มึงมาขวา-กูไปซ้าย" เมื่อฝ่ายรัฐบาลบอกไม่แก้ กูก็จะแก้ กระทั่ง ส.ว.ส่วนใหญ่เขาไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนอันใดต้องแก้ ยิ่งในส่วนประชาชนเอง ถ้ามีช่องให้กรอกในใบประชามติ เขาอาจกรอกข้อความว่า "จะแก้ให้มันยุ่งมากและมากปัญหาไปเพื่อพระแสงอันใด"?

ก็พวกประชาธิปัตย์นั่นแหละ รวมทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์ ทำเก๋าเกม จะใช้การแก้-ไม่แก้เป็นตั๋วในการซื้อเวลาการเมือง ก็เลย "จับไก่" เพื่อไทยที่อยากแก้รัฐธรรมนูญดีนัก เอ้า...แก้ก็แก้ แต่จะแก้ตรงไหน อย่างไร ก็โยนให้คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ไปสรุปประเด็นมา ฝ่ายเพื่อไทยเมื่อถูกจับไก่ก็เลยต้อง "ตกกระไดพลอยโจน"

แล้วผมอยากรู้จริงๆ ว่า พวกคุณ "แก่แดด" เขี้ยวลากกันขนาดนั้นไม่รู้หรือว่า ที่สรุปกันมา ๖ ประเด็นนั้น ถึงจะเดินตามกรอบมาตรา ๒๙๑ แต่เอาจริงๆ มันแก้ไม่ได้ เพราะขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญในประเด็น "เป็นมาตราที่พวกตัวเองมีส่วนได้-ส่วนเสียโดยตรง"!?

ต่างคนต่างกลบไต๋ ในใจลึกๆ ประชาธิปัตย์ก็รู้ว่า "ลงท้ายก็ไม่ได้แก้" ส่วนฝ่ายเพื่อไทยนั้น ไต๋ตัวเองก็มีอยู่ว่า แก้มาตราไหนก็ได้ ถ้าเปิดช่องให้ทักษิณรอดคดี-รอดยึดทรัพย์-กลับเมืองไทยโดยไม่ต้องเข้าคุกเป็นใช้ได้

แต่ที่ชูมา ๖ ประเด็นนั้น มันบ่มิไก๊ ทักษิณไม่ได้อะไร เข้าตำรา ไก่ก็ไม่ได้ แต่กลับเสียข้าวเปลือกไปทั้งกำมือ ฝ่ายเจ้าตัว ทักษิณ-ผู้รู้ชะตาตัวเองแล้ว แต่ลูกน้องยังงมงายอยู่ใต้เกมประชาธิปัตย์ จึงอดรนทนไม่ไหว ต้องโฟนอินมาตบกะโหลกยกแก๊งกันไปกลางวงประชุมพรรค

ไม่แก้ ๖ ประเด็น แต่ต้องแก้โดยเอารัฐธรรมนูญ ๔๐ มาใช้ทั้งฉบับ!?

ก็แค่เอาสีข้างเถลือกไถลไปข้างๆ คูๆ อย่างนั้นเอง การยกเงื่อนไขให้เอารัฐธรรมนูญอื่นๆ ทั้งฉบับมาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น มันไม่ใช่วิสัยปัญญาชนคนการเมืองที่จะพูดแบบคนไร้สติปัญญาหากรอบปฏิบัติอันชอบตามกฎหมายมิได้อย่างนั้น เพราะก็รู้ๆ กันอยู่ การที่จะเอารัฐธรรมนูญฉบับอื่น มาใช้แทนฉบับปัจจุบันให้ทันใจ และถูกใจตามวิธีการ "แดงทั้งแผ่นดิน" ของทักษิณ มันก็มีวิธีเดียว คือ

ปฏิวัติ แล้วฉีกกกกทิ้ง!!!!

หรือจะเอาฉบับไหน หรือจะเขียนใหม่ตามใจแม้ว ตามใจเมีย ก็ตามสบาย นั่นแหละความหมาย "แก้รัฐธรรมนูญ" ยกเอาเก่ามาแทนใหม่ทั้งฉบับตามตำรับแม้ว!

แล้วนี่อภิสิทธิ์เพริดไปแล้วกับเกมแก้รัฐธรรมนูญ แรกๆ ทำแบบจำใจ เพราะประชาธิปไตยต้องจอดทุกสถานี ก็ตอนนี้ตัวเจ้ากี้เจ้าการใหญ่เขาไม่เอาแล้ว ก็ควรเลิกเล่นเกมแก้รัฐธรรมนูญเสียที จะต้องไปตั้งกรรมการ ๒ สภามายกร่างฯ ไปเพื่ออะไร ระวังเถอะ ขืนไกลไปถึงขั้นทำประชามติด้วยงบ ๒,๐๐๐ ล้านบาทละก็

อภิสิทธิ์-ชาตินี้ไม่มีฟื้น!

เพราะนอกจากผลาญไป ๒,๐๐๐ ล้านแล้ว ประชามติที่ได้มา ซึ่งน่าจะลบมากกว่าบวกด้วยซ้ำ นอกจากไม่มีผลคุ้มค่าอะไรแล้ว ที่สำคัญคือ ๖ ประเด็นนั้น ถ้าเข้าสู่กระบวนการชี้ขาดออกมาว่า "ขัดกฎหมาย" นำเข้าสู่การแก้ไขไม่ได้ แล้วใครจะรับผิดชอบ!?

ในเมื่อเพื่อไทยเขาล้ม "มติวิป ๓ ฝ่าย" ก็ถือโอกาส "เลิกกันไป" ก็จบเรื่อง-จบปัญหา แล้วจะมาบ้ากันต่ออยู่เพื่ออะไร รัฐธรรมนูญปี ๕๐ นี้ ก็ทราบกันอยู่ว่า ร่างขึ้นมาเหมือน "ยันต์ปิดปากหม้อ" เป็นการใช้สยบมาร-ปราบผีร้าย เพื่อเปิดโอกาสแก้ไขบ้านเมืองให้คืนสภาพโดยเร็ว พูดอีกที ก็เป็นที่รับทราบด้วยวิสัยวิญญูชนทั่วไปว่า

เมื่อถึงเวลาพร้อมก็ต้องแก้ไข หรือเดินเข้ากรอบเพื่อปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และบรรยากาศวิไล!

ถ้าจะว่าไปแล้ว ทักษิณ-ตัวใน หรือเพื่อไทยอันเป็นตัวกระดอง ก็ดัดจริต ยักกระสาย จะเอารัฐธรรมนูญปี ๔๐ ไปงั้นแหละ ใจจริงๆ แล้ว ถ้าอภิสิทธิ์บอกว่า "จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ๕๐ โดยตัดมาตรา ๓๐๙ ทิ้งไป"

ทักษิณขี้เกียจจะคลานมากราบไข่อภิสิทธิ์ปลกๆ เสียด้วยซ้ำ!

ผมก็บอกแล้ว รัฐธรรมนูญ ๕๐ เจตนารมณ์ใช้เป็นยันต์ปิดปากหม้อ เอาวิญญาณชั่วร้ายถ่วงน้ำไว้ เขาไม่ได้ใจร้ายหวังเอาเป็น-เอาตาย แต่หวังเพียง "ถ่วงน้ำไว้ก่อน" เพื่อใช้เวลาว่างมาปรับปรุงบ้าน-ปรับปรุงเมือง เมื่อหมดเวร หมดกรรม ยันต์ก็จะหลุดไปเอง แล้วก็จะได้ไปผุดไปเกิดใหม่เหมือนแม่นาคพระโขนง

แต่หนังมันสะดุดหนามเตยก็ตรงที่ บรรดาผู้ขมังเวท คมช.ทั้งคณะรัฐ และคณะทหาร มันหน่อมแน้ม และห่วยแตกเอง ทำให้ยันต์ไม่ขลังเท่าที่ควร แถมมัดก็ไม่แน่น ปากหม้อเผยอเข้า-เผยอออก สัมภเวสีชั่วร้ายมันเลยโฟนอินได้รายวัน ไม่เชื่อลองไปถามกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กระทั่งหลวงพ่อ หลวงพี่ ครูเล็ก ครูใหญ่แถวในอีสานดู

มีใครบ้างที่สัมภเวสีไม่โฟนอินมาชวน "แดงทั้งแผ่นดิน" ทุกค่ำ-ทุกคืน?

แต่ถึงอย่างไร บ้านเมืองยังมีขื่อ-มีแป กฎหมายยังเป็นกฎหมาย ฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ๕๐ ยังพอเป็นมนต์สะกดและมัดผีร้ายมิให้เหิมเกริม ออกอาละวาดตามอำเภอใจได้มากนัก

มาตรา ๓๐๙ เป็นยันต์ปิดกระหม่อมมารไว้ด้วยข้อความว่า:-

บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

ครับ..เท่ากับว่า ทุกวันนี้ไม่เพียงใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ.๒๕๕๐ เท่านั้น หากแต่ยังใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว หรือรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติ ๑๙ ก.ย.๔๙ ที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการอีกฉบับหนึ่ง

ทักษิณต้องดิ้นพราดๆ เหมือนถูกน้ำร้อน หรือถูกน้ำหน่อไม้ดองสาดหลังก็เพราะ "ยันต์สะกดผี" จากมาตรานี้แหละ ส่วนอีก ๓๐๘ มาตรานั่นน่ะ เรียกว่า...ไม่ครนาขี้เรื้อน!

ฉะนั้น สันดานจึงต้องแสดงออกมาเอง ด่าลูกน้องกลางตลาดโฉงเฉง หัวหน้าวิปฝ่ายค้านที่แสนจริงใจและแม่นในกฎหมายอย่าง "นายวิทยา บุรณศิริ" เลยกลายเป็นคนเสียหมาไปโดยปริยาย ถูกหาว่าไปเข้าค่ายกลฝ่ายรัฐบาล แก้ทำไม ๕ ประเด็น ๑๐ ประเด็น กูไม่ได้อะไร

เพราะหัวใจมันอยู่ในมาตรา ๓๐๙ ประเด็นเดียว!!!!

ในความเห็นของผม รัฐธรรมนูญนั้น มีขึ้นมาเพื่อเป็นกติการองรับ ความอยู่ดี-กินดี-ดำรงชีพดี-ด้วยสิทธิ-เสรีภาพทัดเทียมกันของประชาชนภายใต้กฎหมายบัญญัติ ไม่อยู่อย่างเหยียบหัวแม่ตีนซึ่งกันและกัน เรามองและประณามกันแต่ว่า กฎหมายไม่ดี กฎหมายเป็นอุปสรรค กฎหมายไม่เอื้ออำนวย

แต่ทำไมมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะ "สังคมการเมือง" ไม่ย้อนมองตัวเองบ้างว่า:-

กฎหมายที่ว่าไม่ดีนั้น เพราะปิดช่องไม่ให้เราเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ได้ง่ายๆ ใช่มั้ย?

กฎหมายเป็นอุปสรรคการบริหารนั้น เพราะเราบริหารด้อยสำนึกจนอาจเป็นโทษต่อสังคมประเทศใช่มั้ย?

กฎหมายไม่เอื้ออำนวยนั้น เพราะเราบริหารแบบจะเอากฎหมายเป็นเครื่องมือโจรใช่มั้ย?

อย่ามองกฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร และการปกครองเสมอไป ต้องมองย้อนกลับด้วยว่า แล้วจิตเจตนา และการกระทำของเราแต่ละคน เป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร และการปกครอง "เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ-ประชาชน" ด้วยหรือไม่?

กฎหมายรับใช้คน ฉะนั้น กฎหมายจะแก้เมื่อไหร่ แบบไหน อย่างไร ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยาก และต้องแก้ก่อน คือ แก้ใจในแต่ละคนให้ "สุจริต" เป็นที่ตั้งก่อน

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ระวังน้ำจะท่วมฟ้า-ปลาจะกินดาว

โดย

ท่านว่าในระยะสัปดาห์มานี้ร้อนผิดปกติมั้ย เหตุที่ถามเพราะผมไม่แน่ใจว่า "ร้อนอยู่คนเดียว" หรือคนอื่นก็รู้สึกว่าอากาศประเทศไทย "ร้อนผิดปกติ" เหมือนผม เดี๋ยวนี้มาทำงานตอนบ่ายๆ ผมคว้าเสื้อได้ก็พาดบ่าเดินโทงๆ ขึ้นรถออกจากบ้านเลย นั่งจนตัวเย็นเป็นไอติมแล้วนั่นแหละค่อยสวม บางคนเขาก็ทักว่า "สงสัยไฟธาตุจะแตก" แต่ผมลองเลียบเคียงถามหลายๆ คนแล้ว เขาก็ร้อง "เออเนอะ...มันร้อนจริงๆ"!

ความจริง เมืองไทยมันก็ร้อนของมันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยไปสัมผัสความร้อนประเทศอื่น ก็เลยแยกไม่ออก-บอกไม่ถูกว่า ร้อนของเมืองไทย กับร้อนของเมืองอื่น มันเป็น "ความร้อน" ที่เหมือนกัน หรือร้อนเหมือนกัน แต่แตกต่างกัน?

จนกระทั่งผมไปดูไบ ซึ่งไม่เห็นใบอะไรเลย นอกจากทราย และนายใหญ่ก็ไม่เห็น คือมันนานมาแล้ว นั่นแหละครับถึงได้รู้ถึง "ร้อนที่แตกต่าง" ระหว่างร้อนชื้นแฉะของเมืองไทย กับร้อนแห้งแล้งของประเทศในทะเลทรายอย่างดูไบ มันร้อนเหมือนเข้าเตาไมโครเวฟ น้ำในเนื้อ-ในตัวจะถูกบิดจนแห้ง

เวลาหายใจเหมือนสูดเอาใบมีดโกนยิลเลตต์เข้าไปกรีดกลางกระหม่อม!

ผมก็เลยบอกท่านได้ว่า อากาศในระยะนี้ของบ้านเราคล้ายๆ อากาศในทะเลทราย มันร้อนเผาไอน้ำในอากาศจนแห้ง และอากาศที่แล้งน้ำนั่นแหละเกิดสภาพเบาบางยกกำลังสิบ ที่เราได้ยิน ฟ้าร้อง-ฟ้าแลบ-ฟ้าผ่า ด้วยลีลาและสำนวนชวนหวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่ละครั้งครืนครั่นยาวนานต่อเนื่องหลายระยะนั้น

ไม่ใช่สัญญาณอาเพศ-อาถรรพณ์อะไรหรอกครับ สภาพเบาบางยกกำลังสิบนั่นแหละ เมื่อเจอกับอากาศคนละชั้นบรรยากาศสภาพฝนซู่ซ่า ประกอบฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ผิดปกติอย่างตอนเย็นวานนี้ (๒๗ ส.ค.๕๒) จึงเกิดขึ้นบ่อยเป็นธรรมดา

แต่เดี๋ยวนี้ คนไทยด้วยกัน อยู่กรุงเทพฯ ด้วยกัน พูดเรื่องเดียวกันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ เพราะฝนฟ้าทุกวันนี้ท่านก็ Change เหมือนกัน สมมุติฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ แถวคลองเตย แต่คนอยู่แถวราชประสงค์ หรือสนามหลวง แดดแจ๋ ร้อนหัวจะแตก!

นั่นก็ยังพูดได้ว่าสถานที่ห่างกัน เอาที่เห็นจะจะลูกตา ขึ้นรถบนทางด่วนไปดินแดง ฝนตกซู่ๆ จนที่ปัดน้ำฝนปัดแทบไม่ทัน แต่แหงะไปดูทางด่วนคู่ขนานที่จะไปทางบางนา....ไม่มีฝนซักเม็ด

ดูซี...ฝนก็ยังเลือกข้าง นับประสาอะไรกะคน!?

เรื่องฝน-เรื่องน้ำนี่ ผมอยากจะบอกว่า "ไม่ใช่เรื่องไกลตัว" ของพวกเราอีกต่อไปแล้ว ต้องหันมาจับตาด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะต่อจากนี้ ในระยะเวลาที่ใกล้มาก น้ำจะไม่มาในลักษณะ "เรื่อยๆ มาเรียงๆ" หรอกครับ แต่จะมาฉับพลันทันด่วนในลักษณะ

"น้ำพุพุ่งซ่าน ไหลมาฉาดฉาน มันไหลจอกโครมจอกโครม มันดังจ้อกจ้อก..จ้อกจ้อก..โครมโครม" อย่างเพลงเขมรไทรโยค ที่ "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์" ทรงประพันธ์ไว้นั่นเชียว

ไม่ใช่ให้กลัว "เขื่อนแตก" ที่เมืองกาญจนบุรีหรอก มันเป็นเรื่องของคนท้องอืด-ท้องเฟ้อเขาพูดกัน แต่ผมอยากให้สังเกตกันว่า ตั้งแต่ต้นปีมา พื้นที่โลกหลายๆ แห่ง ที่น้ำไม่ท่วม ก็จะเกิดน้ำท่วม ที่ไม่เคยแห้งแล้ง ก็จะแห้งแล้ง ที่ฝนเคยตกต้องตามฤดูกาล ฝนก็จะหมดประจำเดือนไปเลย!

วันก่อน น้ำท่วมประเทศมองโกเลีย อยู่ในย่านที่ราบไซบีเรีย คาบเกี่ยวเขตพื้นที่จีนกับรัสเซีย ใครจะคิดว่าน้ำจะท่วมไซบีเรียได้ เท่าที่เคยไปเห็นพื้นสภาพด้วยลูกตา นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าน้ำจะท่วมได้ แล้ววันนี้ ชาวเมืองอูลานบาตอร์ก็ต้องจมน้ำต๋อมแต๋ม!

กรีซ-อเมริกา-อิตาลี-ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ มันแห้งจนไฟป่าเผาไปวอดวายมหาวินาศ เม็กซิโก-บราซิล ทั้งข้าวโพด ทั้งอ้อย ทั้งสัตว์เลี้ยง "ไม่มีน้ำซักหยด" มารดราก และลิ้น

"เอลนิโญ" สำแดงเดชแล้ว น้ำแถบเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังถูก "ภาวะโลกร้อน" เผาจนกลายเป็นมหาสมุทรน้ำเดือดบนเตาไฟไปแล้ว เป็นผลให้สภาพดินฟ้าอากาศทั่วโลกแปรปรวน สิ่งที่จะเกิดเป็นรูปธรรมให้เห็นด้วยตา จับต้องได้ "ด้วยชีวิต" เรียกกันในคำรวมว่า

"ภัยธรรมชาติ"!?

มันมาแน่ และมันมาแล้ว ถ้าพูดในมุมบวก บนความเห็นแก่ชาติตัวเองนิดหน่อย ผมก็อยากจะบอกว่า "พี่น้องเกษตรกรไทยเรา เตรียมตัวรวยกันแต่เนิ่นๆ เถอะครับ"

เพราะในความวิบัติ-ยับเยินจาก "ภัยธรรมชาติ" บนภาวะเอลนิโญ การผลิตอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะการเพาะปลูกจะพบอุปสรรค

ส่วนไทยเรา ถึงแม้จะหนีจากภัยเอลนิโญไม่พ้น แต่ในความล้นพ้นเหลือเฟือ เสียแล้วยังเหลือกิน-เหลือใช้ พร้อมขาย พร้อมแจกจ่ายประเทศอดอยากทั่วโลก

ตั้งสติให้ดี อย่ามีรัฐบาลโง่ รัฐมนตรีงั่ง และข้าราชการฝังเขี้ยว เท่านั้นแหละ พี่น้องเกษตรไทยจะหน้าใสกันถ้วนหน้า เลิกพูด เลิกสนใจ เลิกรอกินก๋วยเตี๋ยวฟรีจาก "แม้ว-ขี้โม้" ที่เอาน้ำตาลกรวดมาถ่ายรูปโชว์เป็น "เพชรเหมืองแม้ว"

เก็บเอาไปทำกระพรวนปลอกคอ ๓ เกลอหัวขวดเขาเถอะ!

มาพูดถึงมุมลบที่ไทยเราอาจต้องได้รับบ้าง จากเอลนิโญ ฝนที่เคยตก-ฝนจะแล้ง, จากที่น้ำไม่ท่วม-จะมิดหลังคา ฉะนั้น นับจากนี้ไป อย่ามัวสนุกกับงานจ๊อบรับจ้างใส่เสื้อสี ตีตีนตบอยู่เลย ในภาคเหนือ-ภาคอีสาน เพื่อความไม่ประมาท เตรียมการรับมือทั้งจากพายุฝน และทั้งจาก...น้ำโขง

สำหรับพี่น้องทางภาคใต้ ไม่ต้องพูดถึง หลายจังหวัดจมฝน-จมน้ำตามฤดูกาลอยู่แล้วในเวลานี้ ห่วงแต่พี่น้องอีสานและเหนือเท่านั้น ผมไม่บอกให้เลิกบูชาแม้วหรอก แต่อยากจะบอกว่า เก็บรักทักษิณไว้ชั่วคราว แล้วหันมารักตัวเอง รักครอบครัวตัวเอง รักสมบัติข้าวของตัวเองก่อน

เพราะ "ภัยจากน้ำ" มันมาแน่!

ลองน้ำท่วมมองโกเลีย ผมว่าในบางมณฑลของจีนยากจะหนีวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ผมก็เลยหวั่นใจถึงประเทศริมฝั่งโขง อย่าง ลาว-เขมร-ญวน นั่นก็เรื่องเขา แต่เรื่องเรา คือประเทศไทยเรา โดยเฉพาะทางเหนือที่เชียงราย และทางอีสานตลอดรายทางที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ผมกลัวว่า จีนจะปล่อยน้ำจากเขื่อนตอนบนบ่าท้นลงมาท่วมทับพื้นที่ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างไทยเราด้วยนี่ซี

ผมถึงว่า ถ้าน้ำมาเที่ยวนี้ละก็ จะมาแบบ จ้อกโครม...จ้อกโครม เลยทีเดียว ไม่มาแบบหวานซึ้ง "สุขจริง อิงกระแสธารา" แน่ๆ!

เพราะท่านต้องทราบนะครับว่า เวลานี้จีนได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ นอกจากสร้างเขื่อนกั้นกระแสน้ำตามลำน้ำต่างๆ แล้ว ยังให้สัมปทานเอกชนสร้าง "เขื่อนแม่น้ำหลานซาง" ประกอบด้วยเขื่อนต่างๆ ๘ เขื่อน "กั้นแม่น้ำโขง" จากจำนวนทั้งหมด ๑๕ เขื่อน เสร็จไปแล้ว ๒-๓ เขื่อน คือเขื่อนมานวาน เขื่อนต้าเจ้าซัน และเขื่อนจิงหง

เขื่อนจิงหงนี่ คิดว่าคุ้นชื่อกันดี เพราะกั้นแม่น้ำโขงอยู่เหนือเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ในเขตมณฑลยูนนานนี่เอง ใกล้กับบ้านเรามาก ตอนนี้เดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว

ที่กำลังสร้าง และกำลังจะเสร็จคือ "เขื่อนเซี่ยวหวาน" ซึ่งใหญ่โตมโหระทึกจริงๆ ใครที่ยังไม่เคยกินปลาบึก ไม่เคยกินไค หรือสาหร่ายน้ำจืด ก็รีบๆ หากินซะ เพราะอีกไม่ช้า-ไม่นาน ด้วยบทบาท "จีนทดน้ำโขง" จะเปลี่ยนระบบนิเวศ และวิถีผู้คนสองฝั่งโขงนี้ไปจนหมด ไม่ว่าคนไทย คนลาว คนพม่า คนญวน และคนเขมร

"โตนเลสาป" ของเขมรที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์น่ะ เมื่อโครงการเขื่อนหลานซางนี้เสร็จหมด มีหวังจะค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นทะเลทรายทีละน้อย...ทีละน้อย เพราะเขื่อนนี้จะควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงไว้ทั้งหมดแต่ผู้เดียว!

น้ำน้อยก็กัก ใครอยู่ท้ายน้ำก็อดแห้ง-อดแล้ง น้ำล้นก็ปล่อย ใครอยู่ท้ายน้ำก็จมน้ำท่วมหัว-ท่วมหู นี่แหละ ผมจึงอยากให้ระวังกันไว้ เพราะสังเกตว่าน้ำมันจะมาเกินความต้องการ จีนก็จะเปิดเขื่อนระบายน้ำเอาตัวรอด แล้วพวกประเทศท้ายเขื่อนอย่างเรา เชียงราย-เหนือ, หนองคาย-อีสาน เป็นต้น

มันจะจมน้ำป๋อมแป๋มเอาน่ะนา ถ้าภาวะเอลนิโญแผลงฤทธิ์ใส่จีน!?

.....

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ดึงฟ้าต่ำ

































"ฎีกาเสื้อแดง"กับการรับมือที่"ไร้สติ"
โดย

ที่จริงแล้ว "เรื่อง-ทุกเรื่อง" เมื่อเกิดขึ้น ก็ย่อมมี "ทางออก-ทางไป" ของมันอยู่ในตัว ภาษาพระบอกว่า "เป็นไปตามเหตุปัจจัย" ภาษาหนังกำลังภายในบอกว่า "มาทางไหน-ไปทางนั้น" ภาษาชาวบ้านบอกว่า "เมื่อสานก้นได้ก็ต้องไปถึงขอบ" เมื่อใคร่ครวญเช่นนี้แล้ว ผมจึงแปลกใจว่า ทำไม...ใครต่อใครทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์ จึงได้วิตกทุกข์ร้อนและกระวนกระวายกันนักในกรณี "เสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกา"
เราใช้สัญชาตญาณแทนสติกันมากไปหรือเปล่า น่าจะหาเวลาทบทวนเรื่องราวเพื่อหาคำตอบกันสักนิด แล้วประเทศไทยจะได้ชื่อว่า "พาราสาวัตถีคนมีสตินำชาติ" ซึ่งมีแต่เยี่ยงนี้เท่านั้น ปัญหาทั้งหลาย-ทั้งปวงในรอบ ๒-๓ ปีที่หมักหมมถมทับจนส่ายหน้าพูดกันว่า "หมดทางออก"นั้น
เราก็จะพบ "ทางออก" พรุนไปหมด
เพราะอย่างน้อยที่สุด "ทางออก" มันอยู่ตรง "ทางเข้า" นั่นแหละ!
ความรู้สึกตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ ที่ว่า "ไม่มีทางออก" นั้น เพราะเรามองเรื่องราวนั้นๆ เหมือนมองผ่านน้ำขุ่น "ขุ่น" นั้นคือมองด้วยความว้าวุ่น-ไร้สติ ฉะนั้น ทั้งที่บางทีก็ตื้นๆ แต่ใจที่ไร้สติ ทำให้กรอบวินิจฉัยยิ่งตื้นกว่า มองเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เห็นก้นตุ่ม-ก้นกะลาซักที!?
หรือนอนๆ อยู่ ได้ยินเสียงใครไม่รู้ตะโกน ไฟไหม้..ไฟไหม้..ก็ไม่ดูเหนือ-ดูใต้ โดดผลุงด้วยตกใจอุ้มตุ่มน้ำทั้งใบฝ่าเปลวไฟออกจากบ้าน พอหายตกใจก็ต้องนั่งกอดตุ่มร้องไห้
กู...ทำไมมันน่าละอายอย่างนี้ ลูก-เมีย-เงิน-ทอง ในบ้านแทนที่จะจัดลำดับความสำคัญแล้วช่วยให้รอดจากกองไฟก่อน แต่นี่..ดันไปอุ้มเอาแต่ตุ่มน้ำหนีไฟ โศกจนตายก็ไม่หาย...งั่ง!
ฉะนั้น กุญแจดอกสำคัญที่สามารถ "ไขทุกปัญหา" ให้จ้ากระจ่าง คือ "สติ" ต้องนำหน้า "สัญชาตญาณ" อย่างปัญหาคนเสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกา มหาดไทยหันซ้าย-หันขวา ก็คิดแก้ด้วยสูตร ๑+๑=๒
มึงล่ารายชื่อถวายฎีกา กูก็จะล่ารายชื่อถอนถวายฎีกา พอเห็นท่าไม่เวิร์ก เพราะยอกย้อนสับสน ก็เอาใหม่ ให้แต่ละจังหวัด ล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกา!?
ฝ่ายรัฐบาล หันรี-หันขวางอยู่หลายวัน จนวันสุดท้ายของการล่าชื่อของคนเสื้อแดง ก็ออกโทรทัศน์ชี้แจงว่าทำไม่ได้ ครับ..ถ้าทำได้ก็คงไม่ต้องออกโทรทัศน์ใช่มั้ย ก็ว่ากันไปต่างๆ นานา
รายการคนเสื้อแดงล่ารายชื่อถวายฎีกาก็เลยเหมือนลูกตะกร้อ โด่งดังแพร่หลายชนิดไม่ตกพื้น คนที่ไม่รู้ก็ได้รู้ คนที่รู้ก็ยิ่งคึก
ยิ่งทักษิณพระเอกของเรื่อง จากปากต่อปาก-สื่อต่อสื่อ ดังยกกำลัง ๒ ไปเลย ชื่อและบทบาทได้รับการโปรโมต "ยกชั้น" คู่ไปกับนามสถาบัน ทั้งจากสื่อรัฐ-สื่อราษฎร์ แม้กระทั่งจากปากนายกรัฐมนตรีเอง!
เรียกว่ารายการนี้ "ทักษิณ-เสื้อแดง-สามเกลอหัวขวด" พบความสำเร็จทางการตลาดเกินคาด "ลงทุนร้อย-กำไรล้าน" อีกครั้งหนึ่ง!
ผมไม่ได้หมายถึงว่า ไม่ให้รัฐบาล หรือใครๆ ออกมาทำอะไร แต่ผมหมายถึงว่า "ความรู้สึกช้า" ของรัฐบาลนั้น มันทำให้เรื่องนี้เข้าตำรา "กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้" ไปหรือเปล่า คือแทนที่จะปูพื้นฐานด้วยกฎระเบียบการขอพระราชทานอภัยโทษให้ประชาชนเข้าใจแต่เริ่มแรก แต่ก็ไม่ทำอะไรเลย
ปล่อยให้ ๓ เกลอหัวขวดล่ารายชื่อไปจนวันสุดท้ายถึงได้ออกมาเต้นแร้ง-เต้นกา ในขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงยัดเยียดข้อมูลใส่ความว่างเปล่าของสมองชาวบ้านในด้านความรู้เกี่ยวกับกฎกติกาไปหมดแล้วว่า
"พวกเขาทำได้ เพราะทำในนิยามความผูกพันพ่อกับลูก เหมือนเมื่อครั้งการปกครองสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช"!
กำปั้นศรีธนญชัยทุบดินก็จริง แต่สังคมไทยที่อ่านหนังสือกันเฉลี่ยแล้วคนละ ๗ บรรทัด/ปี มันเห็นภาพประชาธิปไตยสมัยพ่อขุนรามฯ ที่ "ใครทุกข์ร้อนก็สั่นกระดิ่ง" หน้าประตูวัง บนความแนบแน่นว่า "ที่พึ่งสุดท้าย" ของทุกสิ่ง-ทุกอย่างที่หมดหวัง คือ "พระเจ้าแผ่นดิน"
ซึ่งมันคนละกรณี คนละยุคสมัย คนละเรื่อง-คนละราว อันไม่สามารถโมเมสรุปรวมเป็น "คนละเรื่องเดียวกัน" ได้เลย แต่ ๓ เกลอหัวขวดทำได้ เพราะฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ควบคุมสื่อรัฐ "พูดได้" แต่ทำอะไร "ไม่เป็น"!
บวกกับลักษณะสังคมไทยที่ "คนเจริญด้วยการศึกษาไม่ทันกับการก้าวหน้าทางวัตถุ" ฟังแล้วบอก...ใช่เลย เพราะไม่อย่างนั้น จะมีคนยอมเผาบ้าน-เผาเมือง ด้วยเชื่อคำโหกครั้งแล้ว-ครั้งเล่าของของคนโกงชาติ-โกงแผ่นดินชนิดฝังหัวหรือ?
อันที่จริงแล้ว กฎระเบียบ ขั้นตอน อันว่าด้วยเรื่องการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ นั้น มีอยู่ครบถ้วนหมดแล้ว ถ้าเปรียบก็เหมือนถนนสายหนึ่งที่มีป้ายบอกทางแยก ทางเลี้ยวไว้เสร็จสรรพในแต่ละระยะ ใครมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน ก็ขับไปตามป้ายบอกทางก็ย่อมถึงจุดหมายได้
ส่วนใครจะดันทุรัง บอกทางตันก็จะผ่าไป บอกเลี้ยวซ้าย ก็ดื้อรั้นว่าโลกกลม...จะเลี้ยวขวา บอกให้หยุดระวังรถไฟ ก็บอกสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล...จะไปซะอย่างใครจะทำไม?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องปล่อยให้เขาไปตามทางที่เขาเลือกเอง และเขาก็ต้องไปเผชิญในแต่ละจุดที่เขาเฉไฉแหกไปเอง ส่วนผลที่ได้รับจากการแหกด่าน แหกกฎระเบียบนั้น มันก็เป็นเรื่องที่เขาเข้าใจอยู่แล้ว เพราะแกนนำเสื้อแเดงแต่ละคน ไม่ใช่ควาย ระดับอดีตคนในวงการตุลาการก็มีด้วยซ้ำ!
นั่นคือ ก่อนที่ฝ่ายรัฐ หรือฝ่ายไหนจะโวยวายปกป้องสถาบันเหมือนคนอุ้มตุ่มน้ำหนีไฟ ค่อยๆ เรียบเรียงเรื่องราว "ด้วยสติ" เพื่อรับมือให้ถูกต้องในแต่ละขั้นตอนจะดีกว่าไหม?
ก่อนอื่น ทำป้ายบอกทางให้คนสัญจรรู้ชัดครบถ้วนแล้วหรือยังว่า ฎีกาแบบไหนใช้ได้-ฎีกาแบบไหนใช้ไม่ได้ ส่วนพวกเสื้อแดง "รู้แล้ว-แต่จะแหกป้ายเอง" นั่นก็ช่างเขา แต่เราต้องบอกกล่าวถึง "มาตรฐานตามกฎหมาย" ให้สุจริตชนทราบกันอย่างแพร่หลาย เมื่อทราบกันทั่วไปแล้ว รัฐบาลหรือใครๆ ก็ไม่ต้องไปจ้ำจี้-จ้ำไชวายโวยอะไรอีก
เพราะชาวบ้านเขาจะ "ตรวจหวย" กันเอง ใครผิด-ใครถูก ก็รู้กันได้เองตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลประกาศให้ทราบแพร่หลาย เช่น คนเสื้อแดงบอก "ถวายฎีกา" ชาวบ้านก็จะเทียบเคียงดูได้เองว่า
๑.เขาฎีกาด้วยเรื่องอะไร เป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ ด้วยข้อความตามที่ "นายวีระ มุสิกพงศ์" เคยแจกจ่ายเมื่อ ๒ ก.ค.อันเป็นข้อความที่ก้าวร้าว-บีบคั้น-ท้าทายพระราชอำนาจอย่างยิ่ง หรือเป็นฎีกาด้วยข้อความอื่นใด?
๒.ขณะนี้ คนเสื้อแดงยังไม่ได้ยื่นฎีกาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงอ้างว่าอยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อ ถือว่ากรรมยังไม่ครบองค์เจตนา
๓.ตามเจตนาที่ทราบกันอยู่ คนเสื้อแดงจะฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษใน "โทษจำคุก ๒ ปี" ให้กับทักษิณ เมื่อเป็นกรณีนี้ ก็ต้องไปพลิก "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๗ มาตรา ๒๕๙-๒๖๗" ว่าพวกเสื้อแดงทำเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งหลักเกณฑ์คร่าวๆ ของคนที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ "เฉพาะราย" ได้ มีดังนี้
ก.คดีถึงที่สุด และรับโทษอยู่ในเรือนจำ
ข.ต้องสำนึกผิดในโทษที่ตัวเองได้รับ จากการที่ได้กระทำผิดลงไป
ค.ตัวนักโทษเอง หรือพ่อ-แม่-คู่สมรส-ลูก เท่านั้น เป็นผู้ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ฆ..ยื่นหนังสือนั้นผ่านพัศดี หรือผู้บัญชาการเรือนจำ หรือ รมว.ยุติธรรม และผู้รับหนังสือจะออก "ใบรับ" ให้
ง.พัศดี หรือ ผบ.เรือนจำ ต้องส่งหนังสือนั้นไปยัง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม"
จ.รัฐมนตรียุติธรรมต้องนำเรื่องเข้า ครม.พิจารณา เพื่อส่งต่อไปยัง "สำนักราชเลขาธิการ"
ฉ.สำนักราชเลขาธิการพิจารณาแล้วส่งเรื่องไปยัง "คณะองคมนตรี"
ช.คณะองคมนตรีกลั่นกรองแล้ว ก็จะนำฎีกานั้นขึ้นกราบบังคมทูลฯ
ซ.จะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์
ฌ.เมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างใด สำนักราชเลขาธิการก็จะส่งผลฎีกานั้นให้ทางกรมราชทัณฑ์ทราบ
ญ.ทางกรมราชทัณฑ์จะแจ้งผลฎีกานั้นให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาทราบเป็นขั้นตอนสุดท้าย
เนี่ยะ...ประตู-หน้าต่างอันเป็น "ทางเข้า-ทางออก" ของปัญหามีอยู่พร้อมหมด ไม่เห็นต้องโกลาหลเป็นไฟไหม้กรุงลงกา รัฐบาลก็เอาแต่ "ความรู้สึก" มาบอกชาวบ้านเท่านั้นว่า..ทำไม่ได้..ทำไม่ได้..แต่มันไม่ได้ยังไงไม่เคยบอก เพิ่งมาออกโทรทัศน์เอาวันที่เขาเลิกล่ารายชื่อกันแล้วนั่นแหละ!
ถ้ามีสติ และรับมือเรื่องราวไปตามขั้นตอนของมัน ป่านนี้การล่ารายชื่อของพวกเสื้อแดงฝ่อไปแล้ว กลายเป็นตัวตลกกลางแดดไปด้วยซ้ำ เพราะสุจริตชนทั้งหลายจะเห็นชัดด้วยความเข้าใจว่า มันไม่เข้ากรอบกฎกติกาตรงไหนที่พวกเสื้อแดงจะถวายฎีภาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ในคุก-ในตะราง
คือไม่มีตัวตนคนทำความผิด แล้วจะอภัยโทษให้ผีสางงั้นหรือ?
คงนึกว่าทำได้ เหมือนทำกงเต็กให้ทักษิณเมื่อ ๒๖ ก.ค.ที่วัดแก้วฟ้างั้นซี?
และเมื่อล่ารายชื่อทำฎีกาแล้ว จะไปยื่นช่องทางไหนล่ะ ที่เรือนจำก็ไม่ได้ ที่รัฐมนตรียุติธรรมก็ไม่ได้ ที่สำนักราชเลขาธิการก็ไม่ได้ ที่สำนักพระราชวังก็ไม่ได้ สมมุติว่าดันทุรังทำเถื่อนๆ ไปตามประสาแดงทักษิณ ไปยื่นที่สำนักราชเลขาธิการ
เขามีมรรยาท เขาก็รับหนังสือไว้ และในเมื่อหนังสือนั้นไม่ได้มาตามขั้นตอนกฎหมาย ก็เป็นความชอบธรรมทางกฎหมายอยู่เองที่สำนักราชฯ จะจบขั้นตอนอยู่ตรงนั้น เพราะไม่สามารถนำเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายส่งคณะองคมนตรีได้
เมื่อเสื้อแดงไปทวงถาม หรือไม่ต้องรอให้ไปทวงถาม สำนักราชเลขาธิการจะตอบกลับให้เสื้อแดงทราบก็ได้ว่า "ฎีกานั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ดังนั้น ทางสำนักราชเลขาธิการจึงไม่สามารถนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ได้" ก็ยุติเป็นที่สุดอยู่ตรงนั้น
เนี่ยะ...ทุกอย่างมีขั้น-มีตอน มีกรอบกฎหมายเป็นระเบียบปฏิบัติ ใครจะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ
-อ้างสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่เสื้อแดงทำทุกอย่างเพื่อให้ทักษิณได้รับสิทธิพิเศษแบบ "เผด็จการเหนือกฎหมาย"
-ประณามอำมาตยาธิปไตย แต่ชูอำมาตยาธิปไตยสมัยพ่อขุนรามฯ มาลบล้างกฎหมายประชาธิปไตย ด้วยให้ใช้ระบบ "อำนาจนอกกฎหมาย" อภัยโทษให้ทักษิณ โดยที่ทักษิณไม่ยอมรับโทษใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างนี้ ๓ เกลอหัวขวด มันควร "หัวหด" มากกว่า "ตำรวจ-ทหาร-รัฐบาล" จะหด จริงมั้ย?.