แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผิดนี้เพื่อ 'ขอพระราชทานอภัยโทษ'

โดย




ก็ต้องขอแสดงความซาบซึ้งต่อน้ำพระทัยเมตตาของ "สมเด็จนโรดม สีหมุนี" ที่พระราชทานอภัยโทษให้ "นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์" และจะปล่อยตัวในวันจันทร์ที่ ๑๔ ธันวา ผมก็คิดว่าเมื่อทุกอย่างจบลงไปอย่างที่ต้องการ ฉะนั้น ในภาคการเมือง อะไรๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราก็น่าจะให้จบลงไปด้วย เพราะบางเรื่อง-บางราวนั้น การ "ฟื้นฝอยหาตะเข็บ" หามีประโยชน์ไม่ ฟื้นไปก็มีแต่ตัวไร-ตัวเรือด

จะปล่อยจริง-ไม่จริง ก็ต้องรอดู "ของจริง" ในวันจันทร์อีกที นี่ผมก็พูดไปตามรายงานข่าวจากต่างประเทศ และคิดว่าพวกโฆษกประชาธิปัตย์ช่างพูด ก็ไม่ควรเอาบทละครเรื่องนี้เที่ยวไปบลัฟ-ไปเบิ้ลพรรคเพื่อไทย หรือใครต่อใครเขาเป็นการ "ต่อความยาว-สาวความยืด" ออกไปอีก

ชาวบ้านน่ะ โดยเฉพาะคอหนัง-คอละคร (น้ำเน่า) เขาคิดเป็น-ดูเป็นหรอก ดูแค่หัวม้วนแป๊บเดียว เขาก็เดา "ตอนจบ" ได้เองอยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ต้องแส่นำมากนัก!

ส่วน "เพื่อไทย" เขาจะอาศัยการที่นายศิวรักษ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชาไปแบบไหน อย่างไร นั่น..ก็เห็นใจเขาเถอะ เพราะเขาทุ่มทุนสร้างออกหน้า-ออกตาซะขนาดนั้น ก็ต้องให้เขาหาทางถอนทุน-ถอนกำไรจากคอหนัง-คอละครประเภท จุกบี้-ต้ำไบ่ บ้างเป็นธรรมดา

แต่มีอยู่เรื่องที่คนพรรคเพื่อไทยทำลงไปวานนี้ (๑๑ ธ.ค.) เห็นแล้วสมเพช-เวทนาคนทำ และน่าจะเป็นการทำที่สร้างความตกต่ำให้พรรคเพื่อไทยหนักขึ้นไปอีกโดยไม่จำเป็น ก็อยากนำมาเตือนสติกันไว้ เผื่อจะช่วยกระตุ้นเตือน "จิตสำนึก" ซึ่งกันและกันได้บ้าง

คือตอนเช้าวานนี้ เข้าใจว่ายังไม่รู้เหนือ-รู้ใต้อะไร ท่านพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ที่เขาเรียกกันว่า "เด็จพี่" โฆษกพรรคเพื่อไทย ไปยื่นหนังสือที่กระทรวงการต่างประเทศ เรียกร้องในนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ และนายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย อดีตเลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยในกัมพูชา แสดงความรับผิดชอบกรณีศาลกัมพูชาจำคุกนายศิวรักษ์ ๗ ปี

โดยให้ "ลาออก" จากตำแหน่ง!

คือเหมือนอย่างที่ "นางสิมารักษ์" แม่ของนายศิวรักษ์โทรศัพท์ในทำนองให้สัมภาษณ์จากเขมรมาเข้าเครื่องโทรศัพท์ท่านพร้อมพงศ์ แล้วท่านพร้อมพงศ์ก็เปิดเสียงให้นักข่าวฟัง

เป้าที่นางสิมารักษ์ให้สัมภาษณ์พุ่งไปที่ "นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย" เพราะนางตั้งทิศทางให้คนฟังเข้าใจว่า "ถ้านายคำรบไม่โทรศัพท์ไปหาลูกชายเขา นายศิวรักษ์ก็ต้องไม่มีวันนี้...คือไม่ต้องติดคุกนั่นแหละ!

สรุปชัดๆ ก็คือ นางสิมารักษ์คล้ายต้องการประจานว่า "มีการโจรกรรมข้อมูลลับ" คือตารางการบินจริงตามที่กัมพูชาตั้งข้อหา และคนที่โจรกรรม ไม่ใช่ลูกชายเขา หากแต่ "ประเทศไทย" โดยนายคำรบจากสถานทูตไทยตะหากที่โจรกรรมด้วยการโทรศัพท์ไปให้ลูกชายเขาทำอย่างนั้น

ฉะนั้น นายคำรบก็ดี นายกษิตก็ดี ต้องรับผิดชอบ!?

จากคำพูดนางสิมารักษ์นั้น จะด้วยความเข้าใจจริงๆ อย่างนั้น หรือจะด้วยอะไรก็ช่างเถอะ แต่คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ฟังแล้วอาจเข้าใจว่า...อ้อ...เรื่องนี้ "ประเทศไทย" เบื้องหน้าผู้ดี-เบื้องหลังผู้ร้ายจริงที่กัมพูชากล่าวหานี่นา!!

นี่...ผมก็ปูพื้นเป็นลำดับเรื่องราวให้เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุ ที่ท่านพร้อมพงศ์ไปยื่นหนังสือให้นายกษิตและนายคำรบแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ก็เป็นฉากต่อเนื่องกันมา และตรงนี้แหละที่ผมบอกว่าเป็นการทำที่เกินกรอบ-เกินเส้นในสามัญสำนึกของมนุษย์ที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่...แสนจะทุเรศ

ก่อนจะสรุปกันว่า "ควรต้องรับผิดชอบไหม?" ก็อยากจะให้ท่านพร้อมพงศ์และทุกท่านในเพื่อไทย ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมนักกฎหมายอยู่เยอะแยะ ลองตอบซิว่า

ตารางการบินพาณิชย์นั้น เป็นข้อมูลลับทางราชการหรือ?

มันก็ไม่ใช่...!

นอกจาก "ผิดใจ" แล้วมันผิดกฎหมายฉบับใดในโลก ที่นายคำรบจะโทรถามถึงตารางการบินกับนายศิวรักษ์ที่ทำงานอยู่ที่วิทยุการบิน?

ผมเชื่อว่าเรื่องนี้นายศิวรักษ์บริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีแผน หรือร่วมรู้เห็นกับใคร "ทำเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย" ให้กลายเป็น "เรื่องผิดกฎหมาย" เพื่อใช้เป็นกลเกมเดินแต้มการเมืองระหว่างประเทศของใครบางคน

ก็เพราะมันไม่ผิดกฎหมายนั่นแหละ ที่จะแจ้งการขึ้น-ลงของเครื่องบินพาณิชย์ให้กับคนที่มาสอบถาม นายศิวรักษ์จึงทำไปตามปกติสากลโลก จะเรียกว่าทำไปตามหน้าที่ของพนักงานที่ดีก็ยังได้

แบบนี้ ทั้งพฤตินัย-นิตินัยนั้น มันผิดตรงไหน มันไม่แปลกเลยด้วยซ้ำที่ "นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย" จะโทรสอบถามตารางการบินกับนายศิวรักษ์!

ในทางกลับกัน ในฐานะเป็นถึงเลขานุการทูตเอก มันอาจจะผิด และเป็นการบกพร่องต่อภาระหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ-ประชาชนไทยอยู่ในเขมรด้วยซ้ำ ที่ไม่เอาใจใส่สดับตรับฟังข่าวสาร-บ้านเมือง เพื่อรายงานเป็น "การข่าว" กลับมายังประเทศชาติบ้านเมืองตัวเองได้ทราบ

ถ้านายคำรบถือว่าธุระไม่ใช่ ทั้งที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานทั้งภาพ-ทั้งข่าวไปทั่วโลกโครมๆ อย่างนั้นว่า...ทักษิณบินเข้ากัมพูชาแล้ว...แต่นายคำรบเอาแต่นอนทอดหุ่ยอยู่ในสถานทูต ไม่ขวนขวายสนใจอะไรเลย ทางเมืองไทยสอบถามข้อมูลมาก็บอกว่า..ยัง..ยัง..ยังไม่รู้

อย่างนี้ตะหากล่ะที่ท่านพร้อมพงศ์ และทุกท่านในเพื่อไทย ควรทำหนังสือยื่นกระทรวงการต่างประเทศให้ "รีบไล่นายคำรบออกไปเลย"!

สรุปก็คือ นายคำรบปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน ถูกต้องในความเป็นเลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยในกัมพูชาแล้ว การสนใจไต่ถามควานหาข้อมูลเพื่อรายงานให้ทางประเทศไทยได้ทราบนั้น เป็นผลงานที่ต้องยกย่อง ชมเชยในความเป็นแบบอย่างที่ดี

ไม่ใช่ทำหนังสือไปขับไล่ ยัดเยียดให้คนเข้าใจว่า "คนสถานทูตโจรกรรมข้อมูล" อย่างที่ท่านพร้อมพงศ์ทำไปหรอก ผมทุเรศท่านตรงนี้

และทนเห็นแสดงบทคนการเมืองไร้คุณภาพและจิตสำนึกเพื่อสังคมชาติบ้านเมืองไม่ไหว เกรงจะได้ใจเลยเถิด ในเมื่อเห็นสังคม "ไม่ให้ราคา" ก็เลยจะบ้าไปทุกเรื่อง

เล่นการเมืองก็เล่นไปเถอะ แต่อย่าให้ล้นกรอบ!

พวกคุณเป็นคนประเภทไหนกัน จิตสำนึกแยกแยะประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ประเทศชาติไม่มีบ้างเชียวหรือ เพียงเพื่อทักษิณ-ที่สูญเสียแล้วไปยืมมือฮุน เซน มาเล่นสงครามประเทศตัวเอง พวกคุณก็ยอมเป็น "ไส้ศึก" ให้คนขายชาติ และฮุน เซน คอยรับลูก-รับสัญญาณมาบ่อนทำลายประเทศชาติตัวเองให้ฉิบหายงั้นหรือ?

เป็นคน มันก็ต้องมีเส้นแบ่ง ถ้าไม่มี นั่น...มันก็ไม่ใช่คน ส่วนจะเป็นอะไรก็คิดเอา!

ผมก็ไม่อยากพูดอะไรถึงนางสิมารักษ์ เพราะเห็นแก่ลูกชาย เพราะผมเชื่อในความบริสุทธิ์-จริงใจต่อชาติบ้านเมืองของเขา และรู้ว่า "ไม่ผิด จึงทำ"

แต่ด้วยการปกครองระบอบ "ประชาธิปไตยฮุน เซน เบ็ดเสร็จ" ซึ่งสไตล์เดียวกับยุค "ประชาธิปไตยทักษิณเบ็ดเสร็จ" อะไรมันก็ผิดได้-ถูกได้ ตามอำนาจผู้นำ ฉะนั้น ในความไม่ได้ทำผิดของนายศิวรักษ์ แต่ด้วย "ความซวย" เลยถูกใช้เป็น "หมาก" ตัวหนึ่งในการเดินเกม...ก็เท่านั้น!

จะว่าไปแล้ว นางสิมารักษ์เธอก็มีความซื่อสัตย์ และความจริงใจ น่าชื่นชม แต่ถ้าความซื่อสัตย์ และความจริงใจนั้น เปลี่ยนจากทักษิณและจิ๋วมาเป็นประเทศไทย เธอก็จะได้ความรัก ความเห็นใจ จากประชาชนคนไทยมากกว่านี้

ลูกชายคุณไม่ได้ผิด แต่คุณไม่เคยแสดงความเชื่อมั่นในสิ่งถูกนั้น ไม่เคยแสดงความจริงใจที่จะพยายามพิสูจน์เลย กลับอ้างความรักของแม่ที่มีต่อลูกขึ้นเหนือความผิด-ถูก-ศักดิ์ศรีทั้งมวล ยอมทุกอย่าง อะไร-แบบไหนได้ทั้งนั้น เพียงขอให้ลูกพ้นคุกเป็นใช้ได้

เปลี่ยนทนายบ้าง จะประกันแล้วไม่ประกันบ้าง ปฏิเสธระบบทางกระทรวงการต่างประเทศบ้าง ระบบของกติกาสากลบ้าง แล้วมองข้ามช็อต...รู้ว่าลูกไม่ผิด ก็จะให้ยอมรับผิด...เพื่อไปถึงขั้นเตรียมการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ด้วยเชื่อและศรัทธาต่อทักษิณ-จิ๋ว-เพื่อไทย เหนือกว่าเชื่อและศรัทธาในความถูกต้อง

ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินเลยว่า "ผิดหรือถูก?"

ถ้ามีเวลาสังเกตสักนิด นางสิมารักษ์จะรู้สึกตัวว่า กำลังใจ และการเทใจช่วยจากคนไทยในวันแรกๆ ที่ทราบข่าวลูกของเธอถูกจับ กับวันหลังๆ ต่อมา ที่บทบาทแม่ของเธอชักจะชัดว่า "เดินตามบท" ของพรรคเพื่อไทย จะพบว่า กำลังใจให้คุณแม่ และการเชียร์ช่วยเหล่านั้น...เหือดหายไป

เพราะไม่มีใครอยากถูกหัวเราะลับหลังว่า...ไอ้พวกหน้าโง่!

เรื่องนี้ถึงจบตามความคาดหมายก็จริง แต่ดูจะลุกลี้-ลุกลน รวบรัดจบแบบ "มุบมิบจบ" กระนั้นก็ตาม ยังไงๆ ก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์กัมพูชา และขอบคุณในน้ำใจของนายกฯ ฮุน เซน ที่มีให้ต่อคนไทยคนหนึ่ง แต่สิ่งที่รับรู้ได้คือรีบจบเพราะ...มุกแป๊ก!

ไก่ทักษิณ ไก่เพื่อไทย ไก่จิ๋ว ถูกจับได้ยกเล้า ไม่มี "ไก่ฮีโร่" ดังนั้น ขืนลากยาวไปก็มีแต่ "หางโผล่" รีบจบน่ะดีแล้ว

ถ้าจะถามว่า "แบบนี้เป็นสัญญาณไทย-กัมพูชาใกล้จะสามัคคีกันใช่ไหม?" ผมบอกได้เลยว่า "คนละเรื่องกัน" ก็ในเมื่อฮุน เซน-ทักษิณ ใช้กรณีนายศิวรักษ์หวังกดดันให้คนไทยหันไปบดทำลายคนที่อยู่แล้วเขาไม่มีความสุข คือ "อภิสิทธิ์-กษิต" ไม่สำเร็จ เขาก็ต้องปล่อย และนั่น...เขาก็คงต้องไปคิดเกมกันใหม่ ซึ่งไม่ใช่เกม "ฮุน เซน จูบปากอภิสิทธิ์" แน่ๆ.